“อภิสิทธิ์” มั่นใจจีดีพีปีหน้าเป็นบวก

อภิสิทธิ์ มั่นใจจีดีพีปีหน้าเป็นบวก ให้รอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะอออกมาหลังงบประมาณผ่านสภาเดือนหน้า  คาดเงินจะลงไปถึงในเดือน มี.ค.-เม.ย. รับรองมีลุ้นลบคำปรามาสทีมเศรษฐกิจ หากไม่สำเร็จพร้อมเปิดโอกาสคนอื่นนั่งเก้าอี้นายกฯ เตือน "แม้ว" อย่าโฟนอินสร้างความปั่นป่วน ส่วน "บิ๊กแบงก์ชาติ" ประกาศช่วยปั๊มจีดีพีดูแลประชาชน ทีดีอาร์ไอ แนะกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำเร็วแต่อย่าทำให้ประชาชนเสพติดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศจะขยายตัวในแดนบวก เพราะตอนนี้มีบางฝ่ายบอกว่าอาจจะติบลบ หรือ 0% ขอดูตัวเลขอีกระยะหนึ่ง  เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่งเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. โดยรัฐบาลต้องลบคำปรามาสทีมเศรษฐกิจออกไปให้ได้ ในเดือน ม.ค.ปีหน้า เมื่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าแก้ปัญหาตรงจุดและแก้ได้หรือไม่ ยืนยันว่าจะไม่มีการเอาประเทศเป็นหนูทดลองยา ทุกอย่างรัฐบาลทำจริง "เมื่องบประมาณผ่านสภาคาดว่าเงินจะลงไปได้ประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย. แต่คงไม่ได้ลงไปทั้งหมดทีเดียวภายใน 3 เดือน ทั้งหมดคือแผนที่เราจะประกาศให้เห็นว่าเรากำลังเติมกำลังซื้อของประชาชนในส่วนใดบ้าง" นายอภิสิทธิ์กล่าวและเปิดเผยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจว่า มีหลายส่วน

ประกอบกัน ขณะนี้กำลังไล่ดูตัวเลขทั้งหมด ทั้งแง่ของงบประมาณ เงินนอกงบประมาณและแรงจูงใจทางภาษี ซึ่งตัวเลขกลม ๆ คือ 3 แสนล้านบาท ตัวเลขคร่าว ๆ ที่มาประกอบด้วยเงินจากงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ประการต่อมาเป็นเงินที่ผ่านธนาคารของรัฐโดยเฉพาะในโครงการต่าง ๆ เช่น พืชผลทางการเกษตร หรือเอสเอ็มอี ส่วนนี้จะไม่ใช่เงินงบประมาณแต่เป็นเงินผ่านจากหน่วยงานของรัฐ สุดท้ายจะมีงบประมาณที่ค้างอยู่ซึ่งเป็นงบประมาณปกติ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งจะเป็นเงินที่ค้างอยู่ที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) หรือรัฐวิสาหกิจก็จะได้เงินอีก 1 แสนล้าน

ส่วนกรณีปัญหาเงินของ อปท.นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดูอยู่ว่าทำไมเงินจึงค้างอยู่ที่ธนาคารกรุงไทยเป็นแสนล้าน โดยจะไปดูว่าเงินที่ออกมาไม่ได้เป็นเพราะอะไร เข้าใจว่า อปท.คงมีปัญหาเฉพาะ โดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบการตีความและความเข้าใจในการใช้เงิน ซึ่งในส่วนของ อปท.ยังไม่เคยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเร่งรัดในภาคของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณและความจริงเงินในส่วนของ อปท.เข้าว่ามีโครงการต่าง ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีการนำออกมาใช้เท่านั้น ส่วนวิธีการดึงเงินจากธนาคารภาครัฐมาใช้นั้น ที่ผ่านมาก็ก็ทำกันอยู่แล้วในโครงการที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ทั้งนี้ การก่อหนี้
ต้องอยู่ในกรอบไม่ให้เสียวินัยการเงินการคลัง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและภาคใต้ว่า ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลขณะนี้ไม่ง่ายอยู่แล้ว และนี่คือเหตุผลที่ตนได้ย้ำเสมอว่าเราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่การจะขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายรัฐบาลก็ต้องแสดงออกถึงความตั้งใจ มีความจริงใจ โปร่งใส ซึ่งข้อปฏิบัติ 9 ข้อที่ตนมอบให้ ครม.ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะทำให้ความร่วมมือที่ไปขอจากประชาชนมีโอกาสได้รับมา ซึ่งในส่วนของการแก้ปัญหาตนก็เป็นนักการเมืองที่ต้องมีความรับผิดชอบ เมื่อเข้ามาก็จะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด ถ้าแก้ไม่ได้ตนก็คิดว่าเป็นโอกาสของคนอื่นที่จะเข้ามาแก้ไข แต่ไม่สามารถที่จะบอกล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมก็มีความตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ จะสังเกตได้ว่ามาตรการและนโยบายต่าง ๆ เราก็มีความพร้อมพอสมควร เพราะมีการเตรียมการกันมาทุกอย่างกำลังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วกว่าในอดีตที่ผ่านมา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรอดูช่วงที่เราเข้าไปทำงานหลังการแถลงนโยบายแล้ว ถ้าไม่สำเร็จจุดยืนผมก็ชัดเจนว่าต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาทำนายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี เตือนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่ายุแยงให้เกิดความไม่สงบในประเทศ ก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะนัดชุมนุมครั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ (28 ธ.ค.) นี้   กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งจงรักภักดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ วางแผนจะชุมนุมประท้วงกันในวันอาทิตย์นี้ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีจะโฟนอินเข้ามากล่าวกับกลุ่มผู้สนับสนุน ทั้งยังประกาศว่าจะมีการชุมนุมยืดเยื้อไปอีก หากนายอภิสิทธิ์แถลงนโยบายครั้งแรก ในอีก 2 วันข้างหน้านี้  “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับที่เขากล่าวมา ผมเพียงแต่จะเตือนเขาว่าให้คิดถึงประเทศชาติ เหนือตัวเอง และตอนนี้ประเทศกำลังอยู่ในความสงบ และมีเสถียรภาพ ผมหวังว่าเขาจะคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ รวมถึงรักษาความมั่นคง และความเป็นระเบียบไว้ผู้นำซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดกล่าวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ยังชี้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลการชุมนุมได้ และไม่น่าจะเกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอย เหมือนที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะความรุนแรงเมื่อครั้งการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ทำให้มี

ผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 500 กว่าคน  ผมหวังว่าเราจะสามารถแถลงนโยบายตามกำหนดการในวันจันทร์ (29) และอังคาร (30) ได้ ผมมั่นใจว่า เราจะรับมือสถานการณ์ในทั้ง 2 วันนั้น ด้วยวิธีที่จะไม่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศโดยเสริมว่า เจ้าหน้าที่ และกองกำลังรักษาความมั่นคงมีบทเรียนจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ มาแล้ว นายอภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า อดีตนายกฯ ควรจะกลับมาเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า นโยบายการเงินระยะต่อไปจะเน้นในเรื่องการดูแลอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หลังจากปัญหาเงินเฟ้อผ่อนคลายลงมาก เพราะการที่เศรษฐกิจไทยปีหน้าโตเพียง 0-2% ไม่เพียงพอต่อการดูแลคนยากจน แม้อัตราการว่างงานที่ประมาณ 800,000-900,000 คน จะไม่รุนแรงถึง 3.4% ของจีดีพี เท่ากับปี 2540 ก็ตาม นอกจากนี้สิ่งที่เป็นห่วง คือ วิกฤตการณ์ทางการเมือง และวิกฤติการณ์ทางสังคมที่เกิดความแตกแยกทางความคิดของคนไทย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปีนี้ถือเป็นปีประวัติศาสตร์ เพราะ กนง.ไม่เคยลดอัตราดอกเบี้ยทันทีร้อยละ 1 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐก็ต่ำสุด ที่ร้อยละ 0-0.25 ส่วนข้อกังวลภาวะเงินฝืดในปี 2552 เพราะเศรษฐกิจขยายตัวลดลง ขึ้นกับราคาน้ำมันในตลาดโลก" รองผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวและว่าเศรษฐกิจไทยปี 2552 จะชะลอตัวรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะหลังจากที่ไทยผ่านวิกฤติปี 2540 ก็มีการสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าเป็นห่วง คือ ภาคการส่งออก หลังจากตัวเลขการส่งออกเดือน ต.ค. ขยายตัวลดลงจาก20% เหลือเพียง 5% เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงการชะลอตัวของภาคการส่งออกมากขึ้น ซึ่งปีหน้าเศรษฐกิจ3 ประเทศหลัก สหรัฐ ญี่ปุ่น และอียู จะเข้าสู่ภาวะถดถอย ดังนั้นภาคการส่งออกของไทยคงได้รับผลกระทบตามไปด้วยนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกระแสเป็นห่วงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนโยบายประชานิยมเหมือนกับรัฐบาลอดีต ว่า ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องมีหลักการ 2 ข้อ คือ 1. จะต้องใช้เงินได้เร็ว ส่งเงินเข้าถึงระบบเศรษฐกิจได้ทัน 2. จะต้องเป็นนโยบายที่ถอยหลังหรือยกเลิกได้ ไม่ใช่นโยบายที่หว่านเงินหรือเสพติดจนเกินไป ทั้งนี้ ควรเน้นโครงการในระยะสั้น เช่น การปรับปรุงโรงเรียน การสนับสนุนการศึกษาต่อของนักเรียน โดยเน้นการอัดฉีดเงินให้เร็วที่สุด ขณะที่รัฐบาลก็ต้องปรับปรุงระบบการออมเพื่อยามชรา รวมทั้งดูแลรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่มีปัญหาขาดทุนว่า จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร และไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะปัจจุบันก็อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่นอยู่แล้ว หากลดภาษีไปแล้วการกลับมาขึ้นใหม่ก็เป็นไปได้ยาก  "ปีหน้าไทยต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 3 ปี มีผลต่อการขยายตัวการส่งออกลดลง มีผลกระทบต่อภาคสังคมไทย" นายอัมมารกล่าวและย้ำว่า รัฐบาลใหม่จะต้องใช้นโยบายที่ลดผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มแรกที่รัฐบาลจะต้องดูแล คือ คนตกงาน กลุ่ม 2 เกษตรกร เพราะราคาสินค้าเกษตรปีหน้าจะปรับตัวลดลง หลังจากฟองสบู่ราคาสินค้าเกษตรแตก จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกรอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การใช้นโยบายประกันราคาพืชผล กลุ่ม 3 ร้านโชห่วย ได้รับผลกระทบจากการขยายสาขาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่กลุ่ม 4 ภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบหนัก และกลุ่ม 5 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและถ่องแท้ก่อนที่จะมีการออกนโยบาย

กระตุ้นเศรษฐกิจ "เช่นการลดภาษีให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีอาจไม่ใช่มาตรการตรงจุดที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ควรศึกษาข้อมูลเดิมให้มีความเข้าใจว่าเอสเอ็มอีต้องการการช่วยเหลือลักษณะใด" นายอัมมารกล่าว

ASTVผู้จัดการรายวัน  โพสต์ทูเดย์  เดลินิวส์  27 ธ.ค. 51

มติชน  28 ธ.ค. 51