"วิฑูรย์" เล็งช่วยค่าจัดการศพคนอายุ 60 ปีขึ้นไป รายละ 2,000 บาท จ่ายเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท ทุกคน ดีเดย์วันผู้สูงอายุปีหน้า นพ.บรรลุแนะทบทวน ชี้ไม่มีศักดิ์ศรี-เหมือนขอทาน อีก 10 ปี เกิดปัญหาแน่ ควรตั้งระบบบำนาญชราภาพช่วยดีกว่า "จุรินทร์" โต้นโยบายซ้ำซ้อน รบ.ชุดก่อน ใครมาเป็นก็ต้องทำ เหตุ รธน.กำหนดเรื่องพื้นฐานไว้
นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างมอบผ้าห่มกันหนาวให้ประชาชนในพื้นที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27ธันวาคม ว่า ในวันที่ 29 ธันวาคม รัฐบาลจะแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารประเทศ โดยหน่วยงานด้านสังคม กำหนดโครงการช่วยเหลือประชาชนในทุกระดับ เช่น วันที่ 20 มีนาคม 2552 อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 8 แสนคนทั่วประเทศ จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 600 บาทต่อคน ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีกว่า 7.8 ล้านคน จะได้เบี้ยยังชีพทุกคนเดือนละ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุ เป็นต้นไป "ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่เสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพให้รายละ 2,000 บาท ขณะนี้กำลังศึกษาขั้นตอนวิธีการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ส่วนในกลุ่มเด็กนักเรียนจะให้เรียนฟรีจนถึง 15 ปี โดยจ่ายเงินค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองนักเรียนโดยตรง" นายวิฑูรย์กล่าว
ทางด้านมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยจัดเสวนาเรื่อง "เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท ยุทธวิธีที่อาจล้มละลาย" มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิ และ รศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร. วรเวศม์ สุวรรณระดา จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนา
นพ.บรรลุกล่าวว่า กรณีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯออกมาระบุจะจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุครบ 60 ปีทุกคนซึ่งมีทั้งหมด 7 ล้านคน โดยรัฐจะเพิ่มงบประมาณเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ ถือว่าเป็นประโยชน์ แต่การกระทำดังกล่าว ภาพรวมทั้งหมดอาจจะเกิดความเสียหายและสร้างนิสัยที่ไม่ดี เพราะคนต้องทำงานควรจะได้รับเงิน หากไม่ทำงานรับเงินก็ถือว่าไม่มีศักดิ์ศรี
นพ.บรรลุกล่าวว่า หลักการเบี้ยยังชีพจ่ายให้ผู้สูงอายุที่ยากจนเท่านั้น ไม่ใช่จ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุทุกคน ผู้ที่ร่ำรวยไม่ควรจะได้รับเบี้ยยังชีพ หากรัฐต้องจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ 7 ล้านคน อัตราคนละ 500 บาทต่อเดือนรัฐจะต้องจ่ายเงินทั้งหมด 42,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างนิสัยเสียให้กับผู้สูงอายุที่คอยรับเงิน ไม่รู้จักทำงาน และในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวหรือประมาณ 14 ล้านคน รัฐจะหางบประมาณที่ไหนมาจ่าย ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตแน่นอน ดังนั้น ควรทบทวนและเร่งดำเนินนโยบายเพิ่มรายได้และการออม ด้วยการตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ หรือกองทุนชราภาพ ซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน "ผมอายุ 80 กว่าปีแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุทุกคน ถ้ามาจ่ายให้ผมก็ไม่เอา เนื่องจากผมไม่ได้เดือดร้อนและรู้สึกว่าไม่มีศักดิ์ศรี การรับเงินแบบนั้นทำให้รู้สึกเหมือนเป็นขอทาน แต่คนที่ยากจนไม่มีรายได้จริงๆ รัฐจะต้องมีระบบตรวจสอบ และเข้าไปช่วยเหลือด้วยการจ่ายเบี้ยยังชีพ แต่ไม่ใช่จ่ายทุกคน ซึ่งอัตราที่เหมาะสมอาจจะเพิ่มขึ้นจาก 500 บาท เป็น 700 บาท" นพ.บรรลุกล่าว
รศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร กล่าวว่า ในอนาคต รัฐควรส่งเสริมอาชีพคนดูแลผู้สูงอายุ และอุดหนุนให้เกิดการจ้างงานเพื่อให้คนดูแลผู้สูงอายุเข้าไปดูแลผู้สูงอายุในชุมชนด้วย นอกจากนี้ ควรจะสร้างศูนย์อเนกประสงค์ในชุมชนเพื่อให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกันได้ด้วย
ผศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา กล่าวว่า ขณะ นี้การเสนอตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ มีความคืบหน้าโดยแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดกองทุน บำนาญแห่งชาติ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และ นพ.บรรลุเป็นรองประธานแต่ยังไม่ประชุม ดังนั้น ภายในปี 2552 รัฐควรคลอดกองทุนชราภาพออกมาเพื่อให้ทันโครง สร้างประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ด้านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเปิดโครงการอาชีวศึกษาร่วมด้วยช่วยประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ จ.พังงา ถึงการวิพากษ์ วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ไปซ้ำกับรัฐบาลชุดก่อนว่า ความจริงอยากชี้แจงว่าไม่ซ้ำกันทั้งหมด เป็นที่ทราบกันว่า ยังมีในวัตกรรมใหม่ในทางการเมือง และโครงการใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นในนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง โครงการเรียนฟรีมีคุณภาพ เบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยตอบแทน อสม. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน ลักษณะของนโยบายได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ นโยบายเร่งด่วน กับนโยบายตามวาระรัฐบาล 3 ปี "ในส่วนของนโยบายตามวาระรัฐบาล 3 ปี อาจมีบางส่วนที่ใกล้เคียงกันบ้าง ที่เป็นอย่าง นั้นเพราะถูกบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นคือว่าจะต้องกำหนดนโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายส่วนหนึ่งให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ" นายจุรินทร์กล่าว และว่า เรื่องเฉพาะหน้าที่จะต้องเร่งให้ทันในปีการศึกษาหน้าคือ เรื่องการเรียนฟรี โดยหลังจากแถลงนโยบายผ่านรัฐสภาแล้ว ต้องพูดถึงในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น เรื่องงบประมาณและอื่น ๆ
มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์ ข่าวสด เดลินิวส์ 29 ธ.ค. 51