เป็นความโชคดีบนความสมานฉันท์ ที่ผมนายเบดูอิน(คนเร่ร่อนอพยพ) จะได้มีโอกาสอวยพรปีใหม่พร้อมกันทั้งสามศักราช คือ ฮิจเราะฮ์ศักราช คริสศักราช และพุทธศักราช อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าสมานฉันท์แล้วจะเรียกว่าอะไรละครับ ความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก อย่างแบ่งแยกความแตกต่างให้เป็นความแบ่งแยก....

              ช่วงนี้หลายคนกำลังฉลอง คริสต์มาส ซึ่งถือว่าเป็นปีใหม่ ของพี่น้องชาวคริสต์ แต่เมื่อศาสนาคริสต์ มาเจริญงอกงามในยุโรป คริสศักราช ก็เลยกลายเป็นของยุโรปไปโดยปริยาย เมื่อคนทั้งโลกนิยมชมชอบยุโรป ค.ศ. ก็จึงเป็นที่รู้จัก ส่วน พ.ศ.ก็ถือเป็นปีใหม่ของศาสนาพุทธ เพราะจริงๆแล้วปีใหม่ของไทย จะอยู่ในช่วงสงกรานต์

            ทั้งสองศักราชผมคงไม่ต้องเอามะพร้าวไปขายสวน แต่จะเอาชาวสวนไปซื้อปุ๋ยแทน นั้นก็คือจะนำท่านมารู้จักกับอีกศักราชหนึ่ง ซึ่งมาก่อน พ.ศ.และ ค.ศ. นิดหน่อย

            ศักราชอิสลาม จะเรียกว่า ฮิญเราะฮ์ศักราช สืบเนื่องมาจากว่า ในยุคสมัย ของคอลีฟะฮ์อุมัร อิบนิคอตตอบ ซึ่งเป็นคอลีฟะฮ์(ผู้ปกครอง-กาลิบ) ที่ปกครองอาณาจักรอิสลาม ต่อมาจากท่านคอลีฟะฮ์            อบูบักรฺ อัซซิดดีก (อ่านยากหน่อยนะครับเขียนทับศัพท์) ซึ่งท่านเป็นคอลีฟะฮ์ ท่านแรกที่ต่อจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)

            ท่านอลี อิบนิอบีตอลิบ (ซึ่งต่อมาได้เป็นคอลีฟะฮ์ท่านที่ 4 ) ได้เสนอต่อท่าน อุมัร ว่าให้เอาวันที่ท่านศาสดาอพยพจากเมืองมักกะฮ์สู่เมืองมดีนะฮ์ ซึ่งการอพยพครั้งนี้คือการโยกย้ายจากความเลวร้ายไปสู้ความดีงาม ที่เมืองมดีนะฮ์ จึงก่อให้เกิดรัฐอิสลามครั้งแรกขึ้นที่นี่ เป็นรัฐที่มีแต่ความอบอุ่น เอื่ออาทรต่อกัน แม้แต่ผู้คนที่ต่างความเชื่อต่างก็ได้รับความสุข จากการปกครองของท่านศาสดา แบบอย่างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่านได้ทำแบบให้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร ท่านได้ประกันสิทธิมนุษยชนภายใต้การปกครองของท่าน แต่น่าเสียดายที่แบบอย่างเช่นนี้ ไม่เคยมีมาอีกเลย หลังจากท่านได้เสียชีวิต(วาฟาต)ไป การปกครองของท่านใช้หลักคุณธรรม มีรูปแบบประชาธิปไตยผสมผสานอยู่ในตัว นั้นคือการประชุมปรึกษาหารือ(มุเชาวะเราะฮ์) ท่านได้ว่างหลักการที่ให้คนดีมีคุณธรรมมาเป็นผู้ปกครอง ท่านได้วางหลักในการคัดเลือกคน ให้ดูประการแรกคือคุณธรรม ช่างมีความเหมือนกับพระราชดำรัสของในหลวง ที่ให้คนดี(คนมีคุณธรรม)มาปกครองบ้านเมืองเหลือเกิน

            ท่านอุมัร เห็นชอบ ตามข้อเสนอของท่านอลี จึงได้กำหนดวันเริ่มต้นศักราชใหม่ของอิสลาม(ไม่ใช่ของอาหรับเท่านั้น) เป็นวันที่ท่านศาสดาอพยพดังกล่าว

            เดือนในอิสลาม นับทางจันทรคติ ในหนึ่งเดือนจึงมี 29 วัน-30 วัน นั้นหมายความว่า โดยประมาณหนึ่งเดือนจะมี 29 วันกว่าๆ (ตามอายุของดวงจันทร์) การเริ่มต้นนับวัน จะเริ่มเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จึงเริ่มค่ำของวันใหม่ ผิดกับทางสากลที่วันมาก่อน และวันก็มาตอนหลังเที่ยงคืน ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงอาจจะค้านความรู้สึกอยู่มากทีเดียว เพราะวันใหม่ไปเริ่มกลางคืน แต่ของอิสลามจะกำหนดตามหลักภูมิศาสตร์ ค่ำก็จะกำหนดตามที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจริงๆของภูมิภาคนั้นๆ

            ในปีนี้ เดือนสุดท้ายของอิสลามคือเดือนซุลฮิจญะฮ์ สิ้นสุดในวันเสาร์ที่  27    ธันวาคม นี้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็จะเริ่มเข้าสู่ค่ำของวันปีใหม่ คือ ค่ำของวันที่ 1 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. 1430 คือเริ่มต้นศักราชใหม่ เป็นฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 1430 นั้นก็คือ วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม นี้จะเป็นปีใหม่อิสลาม

            เป็นความโชคดีบนความสมานฉันท์ ที่ผมนายเบดูอิน(คนเร่ร่อนอพยพ) จะได้มีโอกาสอวยพรปีใหม่พร้อมกันทั้งสามศักราช คือ ฮิจเราะฮ์ศักราช คริสศักราช และพุทธศักราช อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าสมานฉันท์แล้วจะเรียกว่าอะไรละครับ ความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก อย่าให้ความแตกต่างเป็นความแบ่งแยก....ว่าไหมละท่านพี่น้อง.....

รับพรเถอะครับทุกท่าน

เนื่องในวารดิถีแห่งศักราชใหม่ ใคร่ขออำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า ทรงดลบันดาล ให้ท่านและครอบครัวจงมีความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีทรัพย์ที่บริสุทธิ์เพิ่มพูน คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาทุกประการ อยู่อย่างมีความสุขตลอดไป