การรักษาโรคด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือการแพทย์โบราณ สมุนไพร ศาสนาและพิธีกรรมจะถูกตีความว่ามีความถูกต้องน้อยกว่า หากการรักษาด้วยวิธีอื่นที่ไม่เข้ากรอบแนวคิดของความเป็นการแพทย์ตะวันตกหรือการแพทย์สมัยใหม่ จะถูกเรียกว่าเป็นการรักษาลักษณะ “หมอเถื่อน” (สันทัด เสริมศรี, 2545) ขณะเดียวกันที่หมอพื้นบ้าน หมอโบราณ หมอยาหม้อ หมอนวดจับเส้น หมอเป่าเสก หมอน้ำมนต์และหมอยาสมุนไพร ถือได้ว่าเป็นหมอที่มีการอบรมเรียนรู้และฝึกฝนจากครูแพทย์พื้นบ้านอย่างมีประสิทธิภาพมาก่อนและเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชนเดียวกันกับผู้ป่วยหรือชาวบ้านและชาวบ้านเรียกหมอกลุ่มนี้ว่า พ่อหมอ ลุงหมอ ป้าหมอหรือน้าหมอ เป็นต้น (สันทัด เสริมศรี, 2541) ชี้ให้เห็นว่าระบบสุขภาพของไทยเป็นระบบของการแพทย์ผูกขาดกับการแพทย์แผนตะวันตกหรือระบบการแพทย์สมัยใหม่ ที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบอื่น แนวคิดบางส่วนของระบบคิดได้บั่นทอนวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านที่มีมายาวนาน “หมอเถื่อน” ในทัศนของการแพทย์แผนตะวันตก เป็นวาทกรรมที่ชี้ถูกผิดชาวชุมชนด้วยประสบการณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ของตนเอง ทำให้ขาดความเชื่อมโยงของระบบการแพทย์สมัยใหม่กับระบบสังคม
ดังนั้นความหลากหลายของระบบสังคมและวัฒนธรรมสุขภาพที่ดำรงอยู่ในสังคมหนึ่งๆ นั้นเป็นวาทกรรมทางการแพทย์ในประเด็นพหุลักษณ์ทางการแพทย์(Medical Pluralism) คือ แนวคิดทางมานุษยวิทยาทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง นักมานุษยวิทยาเห็นข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏเหมือนกันทุกสังคมทั่วโลกว่า ในสังคมหนึ่งๆ จะมีระบบการแพทย์มากกว่าหนึ่งระบบดำรงอยู่เสมอ ไม่ว่าสังคมนั้นจะเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีอย่างมาก หรือจะเป็นสังคมดั้งเดิมที่ห่างไกลจากความทันสมัยก็ตาม (Kleinman, 1980 & Helman, 1985) ทำให้เข้าใจได้ว่าโดยความเป็นจริงแล้วไม่มีระบบการแพทย์ระบบใดที่จะมีความสมบูรณแบบในตัวของมันเองในการที่จะตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดจากความเจ็บป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือบริบูรณ์ในทุกมิติอย่างเหมาะสมกับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนที่มีอยู่ในสังคมได้
ความต้องการให้เกิด "ระบบสุขภาพชุมชน" จึงเป็นเพียงวาทกรรม "ลมปาก" ซึ่งถูกกลืนด้วย "ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน" เช่น EMS หรือ OTOS ผ่านโทรฯ 1669 ทำให้บทบาทของ สอ. อสม. กสค. ผสส. ผดุงครรภ์โบราณ ฯลฯ ในงานสุขภาพชุมชน ถูกช่วงชิงบทบาท/หน้าที่ ด้วยระบบดังกล่าว ซึ่งถูกสถาปนาผ่านระบบทุนนิยม (ค่าตอบแทน) เป็นตัวตั้ง ความสุกงอมของระบบสุขภาพบนพื้นฐานวัฒนธรรมชุมชน จึงกลายเป็น "บัวที่ถูกใบบัง"
ผู้เขียนมองว่า "เหมือนกับปล่อยเต่ากับกระต่าย ให้หากินในพื้นที่ที่มีผักบุ้งจำนวนจำกัด...เต่าจึงได้แต่มองกระต่ายวิ่งผ่านไป-มา กว่ากระต่ายจะอิ่มเต่าคงไม่เหลืออยู่ในพื้นที่แล้ว" การผลักดันแนวคิดทั้งสองให้เกิดขึ้นพร้อมกันจึงเรียกได้ว่า "ระบบสุขภาพทับซ้อน"
ความหลากหลายของระบบสังคมและวัฒนธรรมสุขภาพที่ดำรงอยู่ในสังคมหนึ่งๆจะมีระบบการแพทย์มากกว่าหนึ่งระบบดำรงอยู่เสมอ ไม่ว่าสังคมนั้นจะเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี นี้เป็นเรื่องธรรมชาติ
พี่สังคมอย่าคิดมาก