ประเภทของที่ดินของรัฐ
หากพิจารณาความหมายที่ดินของรัฐ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 8 และมาตรา 10 พ.ร.บ.ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของรัฐ รวมถึงแนวคำพิพากษาของศาลอาทิ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2424/2542 ทรัพย์สินของแผ่นดินมี 2 ประเภท คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดาซึ่งเป็นของรัฐ กับสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ที่ว่าใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ฉะนั้น ทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้น จึงขึ้นอยู่กับสภาพของทรัพย์สินนั้นเองว่าได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาปรากฏว่า ที่ดินพิพาทซึ่งบริษัทช. ยกให้โจทก์ได้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนป. และเนื่องจากโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ทรัพย์สินของโจทก์จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2545ทรัพย์ของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา และไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดิน แม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท
ที่ดินของรัฐ จึงเป็น ทรัพย์ของแผ่นดินทุกประเภท ที่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ เว้นแต่ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1304 (1) และมาตรา 1304 (2)[1] และที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 36 ทวิ สำหรับที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เช่น ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของหน่วยราชการ ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ.มาตรา 1304 (3) ซึ่งถือเป็นที่ราชพัสดุเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจในการดูแล จำหน่าย จ่ายโอน และจัดหาผลประโยชน์ ในที่ดินดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ที่ราชพัสดุ ถือเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน แต่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาว่าที่ดินนั้นได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ฉะนั้น ถ้าที่ดินนั้นได้นำไปให้เอกชนใช้ประโยชน์ เช่น ให้เอกชนปลูกบานอยู่อาศัย ที่ดินราชพัสดุก็ย่อมเป็นเพียงทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา[2] แต่ถ้าที่ดินนั้นใช้เป็นสถานที่ตั้งสำนักราชการ ที่ราชพัสดุนั้นถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ดังนั้น เราสามารถแบ่งประเภทที่ดินของรัฐได้ 2 ประเภท คือ
๑. ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา กับ
๒. ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
หากทรัพย์ของแผ่นดิน ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ก็จะกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฉะนั้น ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้น จึงขึ้นอยู่กับสภาพของทรัพย์สินนั้นเองว่าได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่
หึหึ... เป็นบันทึกแบบแข็งมากเลย อ.ปุ๋ม
ลองอ่านของอัยการชาวเกาะไหม
ท่านสนใจเรื่องที่ดินของรัฐเหมือนกันนะคะ
อยากเชิญมาเสวนากับ อ.ปุ๋มจังเลย
อัยการแกล้งแพ้๑
http://gotoknow.org/blog/islandpk/218658
อัยการแกล้งแพ้๒
http://gotoknow.org/blog/islandpk/219029
อยากให้ อ.ปุ๋มไปคุยในบล๊อกของท่าน จะได้มีคนลับสมองด้วยกันนะคะ ไม่น่าพลาดนะคะ
ที่ดินของราชการอยู่นอกกองบิน แล้วสร้างอาคารเป็นร้านค้าให้ข้าราชการขายอาหารเป็นสวัสดิการโดยเก็บเงินค่าเช่า แล้วชมรมแม่บ้านมาอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ ให้ข้าราชการทำสัญญาเช่า จะทำได้มั้ยครับ หรือกองบินเป็นผู้ทำสัญญาเช่า
ที่ดินของราชการอยู่นอกกองบิน แล้วสร้างอาคารเป็นร้านค้าให้ข้าราชการขายอาหารเป็นสวัสดิการโดยเก็บเงินค่าเช่า แล้วชมรมแม่บ้านมาอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ ให้ข้าราชการทำสัญญาเช่า จะทำได้มั้ยครับ หรือกองบินเป็นผู้ทำสัญญาเช่า
รายละเอียด ที่ดิน นส.3,สปส,ภท5,ที่ดินโฉนด