เรื่องเล่าจากโรงทอผ้า

โดยปกติผมนิยมให้ช่างทอของผมใช้เส้นไหมบ้านที่สาวด้วยมือเป็นหลักในการทอผ้าของผม ซึ่งเมื่อนำผ้าที่ทอได้ไปจำหน่าย ผมพบว่า ลูกค้าของผม(ซึ่งอาจจะไม่เหมือนลูกค้าคนอื่น)นิยมซื้อผ้าไหมที่ทอด้วยไหมพื้นบ้านมากกว่าเส้นไหมแท้ที่สาวด้วยเครื่องจากโรงงาน

ความนิยมนี้ ทำให้ผมต้องหาแหล่งผลิตเส้นไหมสาวมือแบบพื้นบ้าน  เมื่อผมค้นพบวัตถุดิบที่ตลาดต้องการ ในทางกลับกันผมก็พบว่าวัตถุดิบดังกล่าวหายากเต็มทน ที่หาได้บางครั้งก็เป็นเส้นไหมคุณภาพปานกลาง มีให้เลือกน้อยกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก

เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านเราก็พบความจริงข้อหนึ่งที่ส่งผลให้เส้นใยไหมพื้นบ้านลดลงคือ การใช้พื้นที่ของคนอีสานเปลี่ยนไป 

 

เมื่อก่อน(ผมยังเด็ก) ทุกบ้านจะมีส่วนเป็นของตัวเอง ผมเรียกสวนหลังบ้านหรือสวนข้างบ้าน ซึ่งมีพื้นที่พอที่จะใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัวเอาพออยู่พอกิน ใครใคร่ปลูกกล้วยก็ได้กล้วยกิน ใครใคร่ปลูกกระถินก็ได้กระถินกิน เรียกได้ว่า สวนหลังบ้านคือตลาดสดชั้นดี  ดังนั้นเมื่อพ้นหน้านา ท่งนาก็กลายเป็นเพียงที่เลี้ยงสัตว์และแหล่งหาอาหารท่งเท่านั้น  ส่วนผักและเครื่องเคียงเราใช้สวนหลังบ้านเป็นแหล่งผลิตกัน

สวนหลังบ้านกับสวนหม่อน ภาษาอีสานเรียก สวนมอน เป็นของคู่กันมาแต่ไหน ๆ เพราะแม่หญิงทุกคนต้องเรียนรู้การทอผ้าการผลตเส้นใย ดังนั้นจึงมสวนหม่อนเอาไว้ผลิตวัตถุดิบในการเรียนรู้ความเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์เช่นเดียวกับผู้ชายที่มีก่ไผ่เอาไว้เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบการจักสานเพื่อเพื่อความสมบูรณ์ของความเป็นพ่อชาย

ปัจจุบันการใช้พื้นที่ในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป สวนหลังบ้านถูกครอบครัวขยายกินพื้นที่นำเอาไปสร้างบ้าน สวนในบ้านจึงถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ลูกหลานใช้สร้างครอบครัว ดังนั้นสวนหม่อนจึงถูกลดจำนวนลง หลายหมู่บ้านสวนหม่อนแถบจะสูญพันธุ์ไปก็มี ไม่เหลือแนว(พันธุ์)ไว้เลี้ยงไหมอีกต่อไป

ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้