คำนิยมโดย บังหีม "ขึ้นต้นการเมือง ชำเลืองการมุ้ง กลางชักยุ่งมามุ่งเรื่องวัว รักกันพันพัวเมียน้อยเมียหลวง ล่วงเข้าเหมืองทองก็ต้องทะเลาะ ที่มันไม่เหมาะเพราะไม่อยู่บ้าน จิตร่านราคะชอบหาของใหม่ สิ่งที่ชอบใจวิมาน เปรโต"


เพลงหวงรัก ของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ (1)


เบื่อหน่ายการเมือง มาชำเลืองการมุ้ง : พ่อแม่ที่คิดว่า ลูกคือ โซ่ทองคล้องใจ (คนสองคนให้ผูกพันกัน+อยู่ด้วยกัน)  แต่อยากจะแนะว่าให้เปลี่ยนเป็นโซ่ ที่ทำจาก ไทยทำเนียม เอ้ย ไทเทเนียม (Titanium) (เพราะเป็นธาตุที่แข็งแกร่งกว่าทอง) จะดีกว่า เพราะทองน่ะโดนกระตุก กระชาก หน่อยก็หลุดตามคนอื่นไปได้ (ผูกได้แต่ไม่แน่น) แถมแก๊งค์ ตกทองน่ะ มีกลุ่มเป้าหมายคือ คนที่ชอบ อวด ทองเส้นเท่าโซ่  รอดจากแก๊งค์ตกทองแล้ว แต่ชาวบ้านอาจจะสงสัยว่าเป็นทองเก๊ ก็ได้เพราะมันดูเส้นใหญ่โอเวอร์ (Over) เกิน ไป (นึกว่าหมดยุคตื่นทอง แล้วนะเนี่ย มีทองเท่าหนวดกุ้ง (ยัง) นอนสะดุ้งจนเรือนไหว คนที่มีทองนี่ก็ ทำให้ ทุกข์หนอ) จริงๆ ใจของคนเรา นั้นไม่มีอะไรมาคล้องไว้ได้หรอกมั้ง (ร.6 ท่านว่า ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิว์ขังไว้ ก็โลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง) คนเมื่อไม่มี กิเลส/ตัณหา/อุปาทาน (คือหมดตัวหมดตน) ก็ย่อมไม่มีอะไรให้กักให้ขัง เมื่อไม่มีคนถูกขัง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้โซ่ เพื่อใช้ล่าม/คล้อง/ผูก (เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ ถึงอย่างไรซะ โบราณท่านว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี (ลูกคือวัว สามีคือพ่อวัว โซ่คือ อุปกรณ์ที่ใช้ฟาดวัว ไม่ก็ผูก)  ผูกไว้ก็ดี ดีกว่าไม่ผูก เพราะเดี๋ยวจะเข้าทำนอง วัวหายแล้วล้อมคอก เมื่อวัวหายก็จึง คิดถึง คุณูปการของ รั้ว+โซ่ทอง ที่ใช่ คล้อง/ล่าม โคถึก)


รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี (ลูกคือวัว สามีคือพ่อวัว โซ่ (ทอง) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ฟาดวัว ไม่ก็ผูก) ถามว่าถ้าเชื่อคนโบราณว่า ลูกคือ โซ่ทอง (คล้องใจพ่อแม่ผู้เป็นวัวถึก) ก็แล้วทำไม สามีบางคนยังไปมี ม้อยเนีย

ม้อยเนีย เป็นภาษาที่กวินคิดขึ้นเองแปลว่า เหมืองทอง เพราะสามี ย่อมมีความโลภ มีทองเส้นเดียวไม่พอ (คนทุกคนมี รัก โลภ โกรธ หลง ควรรู้ให้เท่าทัน) เมื่อมีทองหนึ่งเส้นก็ อยากมี 2 3 4 5 เส้นตามลำดับจนกระทั่ง อยากที่จะมี ม้อยเนีย หรือ เหมืองทองเหมืองใหม่ เหมือนที่ ศิรินทรา นิยากร ร้องเพลง รู้เขาหลอก (แต่เต็มใจให้หลอก ยิ้มข้างนอกช้ำใน) เอาไว้ว่า "เขาพบบ่อทอง เขาพบบ่อเงิน เขาจะเมินไม่ว่า" ก็ถ้าเชื่อตาม ตรรกะของคนโบราณเมื่อ สามี มี ม้อยเนีย แห่งใหม่ ผลิต โซ่ ทองเส้นใหม่ เขาก็ย่อมรัก โซ่ทองเส้นใหม่นั้นได้ด้วยเหมือนกัน ไอ้โซ่เส้นใหม่ นั้นมันก็ ผูกพ่อวัว ให้อยู่กับ ม้อยเนีย ได้ด้วย นี่คือ ไตรลักษณ์ คาถา ป้องกันความ หลง ของ พอ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา ท่านแนะนำให้ หมวงเลีย (แปลว่าเหมืองทองเหมืองเก่า) ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจก็คือ "สักวันมันต้องทิ้งเรา" พอโดน สามี ทิ้งเข้าจริงๆ ก็จะได้ไม่โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์มาก บางคนถึงกับอุทานว่า "เออ กูว่าแล้ว" การทิ้งในที่นี้มีสองกรณี คือกรณีแรก ทิ้งกันตอนที่ยังเป็นๆ กรณีที่สองคือ ทิ้งเพราะตายจากกัน เมื่อเห็น ถึงหลักไตรลักษณ์ นี้แล้ว ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นเกิดเป็นความทุกข์ และนำไปสู่ การทะเลาะเบาะแว้ง+กระทำประชดประชันกัน+ประชดชีวิต จนทำให้บรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ต้องเป็นห่วง  เมื่อคิดได้ หรือได้คิด ความสันติก็จะบังเกิดมีขึ้นในเรือนใจ

อัศนี พลจันทร (นายผี) ได้แสดงทรรศนะ เกี่ยวกับ การผูก เอาไว้ใน กวีนิพนธ์เรื่องความเปลี่ยนแปลง ความว่า การผูก (ใจ+กาย) ช้าง ก็โดยการใช้เชือกหนังในการผูก การผูก (ใจ) งู ก็ด้วยการใช้ปี่เป่าสะกด ส่วน การผูกใจคน นั้น ก็ด้วยการใช้ ไมตรี (+ความดี +ความจริงใจ ฯลฯ ในการผูก)  ดังนั้น กษัตริย์เขมร ในสมัยก่อน ยึดเมือง ราชพรี (ราชบุรี) ได้แล้วแต่ชาวเมืองหาได้สวามิภักดิ์ไม่ ท่านจึงคิดอุบาย ที่จะผูกใจ ชาวเมืองราชพรีโดยการสร้างพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขึ้นที่เมืองราชพรี (และคงจะพยายามกล่อมเกลาประชาชนว่า กษัตริย์คือ สมมติเทพ และเป็นพระโพธิสัตว์ ที่มาเสวยพระชาติ สมควรแก่การกราบไหว้) ยานี 11 บรรยายความไว้ดังนี้



พระริบ เอาราชพรี                      คือบุรี อันเรืองไร
จักริบหัวใจ ใจ-                          ก็ประจักษ์ บ่จำนน
เรือนใจใช่เรือนจำ                       ถลุงทำ ยังทานทน
เชือดร่อย สักร้อยหน                   ก็ยังเหิน ยังหาวหาย
ผูกช้าง เอาเชือกหนัง                 ย่อมรึงรั้ง บ่คลาคลาย
ผูกงู ให้งมงาย                           เอาปี่เป่า ประนังนันท์
ผูกใจก็ด้วยจิต                          อันก่อมิตร เสมอกัน
กดขี่ และตีรัน                            ซ้ำขูดรีดย่อมร้าวฉาน
เพื่อที่สมเด็จท้าว                       จะโน้มน้าว ในดวงมาน    (โน้มน้าวดวงมาน ชาวราชพรี/ราชบุรี)
ปลูกปรางค์ ประจุสาร-                 ะธาตุพุทธ ที่เหลือเผา
เพื่อชน ผชุมชน                         ชเยศท้าวและเทียมเทา
บา* บุญ ใช่บางเบา                    ให้บัดทาส ถวายกร (2)    (ครู=บา เช่นครูบา /ครู=ครุ=หนัก ฉะนั้น บาบุญ=บุญหนัก (ศักดิ์ใหญ่)/หนักบุญ)


จะเห็นได้ว่า การผูกใจคน ตามทรรศนะของนายผี นั้นก็ด้วยการใช้ มิตรภาพ+ความดี ในการผูกนั่นเอง และที่เข้าใจกันแบบผิดๆ ว่าลูก คือโซ่ทองคล้องใจ (สามีภริยา) นั้น ก็จึงไม่ใช่ตรรกะ ที่ถูกต้องนัก ยกตัวอย่างเช่นหากผู้เป็น ภริยา  ไม่มีมิตรภาพ ให้แก่สามี หรือไม่มีความดีให้สามีเห็น ถึงจะมีโซ่ สัก 10 เส้น (มีลูกสัก 10 คน) สามีก็คงไม่อยากอยู่ด้วย กระมัง  (แต่ถ้าทำแล้วสามีไม่เห็น ก็ถือว่า เขาตาบอดก็แล้วกัน)

เรือนใจ ไม่ใช่เรือนจำ อย่ากักขังใจตนเองให้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ ความทะยานอยาก เช่นเดียวกับ เวมานิกเปรต เลย

เวมานิกเปรต
คือเปรตอยู่ วิมาน ได้เสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรมเสวยทุกข์ ข้างขึ้นเสวยสุข บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์ เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมาน มีร่างเป็นทิพย์สวยงาม เวลาจะเสวยทุกข์ต้องออกจากวิมานไป และร่างกายก็กลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว(3)

ในบทความ ไตรภูมิพระร่วง : คุณค่าเชิงวิชาการเรื่งอเพศ รากฐานอุดมการณ์ทางการเมือง แหล่งบันทึกประสบการณ์และจิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ โดย ศ.(พิเศษ) ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2517  ได้กล่าวถึง เวมานิกเปรตเอาไว้ ความว่า

และมีเปรตจำพวกหนึ่ง มีวิมานดังเทพยดา แลมีเครื่องประดับนิ์ เทียรย่อมแล้วไปด้วยเงินแลทองแก้ว แลเครื่องประดับนิ์อาภรณ์ไส้แล้วด้วยแก้วสัตพิธรัตนะแลมีนางฟ้าหมื่นหนึ่ง ห้อมล้อมเป็นบริวาร เปรตนั้นอยากเผ็ดเร็ดไร้นักหนาอาหารจะกินบ่มิได้เลย และเขาย่อมเอาเล็บมือของตนอันคมดังมีดกรดนั้นมาข่วนมาขูดเอาเนื้อแลหนังของตนออกมากินต่างอาหาร(4)


คนสมัยนี้ ก็ไม่ต่างไปจาก เวมานิกเปรต (วิมาน/เวมาน+เอก/อิก+เปรต=เปรตอยู่วิมาน) คือมีบ้านหลังโตๆ สวยๆ งามๆ มีบริวารแวดล้อม มีเสื้อผ้าอาภรณ์เพริศพริ้ง มีอาหารการกินบริบูรณ์แต่กินไม่ได้(อร่อย)รู้รส เพราะจิตใจมีแต่ความทุกข์ความทะยานอยาก และมักที่จะทำร้ายตัวเอง ให้ได้รับความเจ็บปวด เพราะความหิวกระหายในตัณหา ต่างๆ เป็นอาทิ  นี่ขนาด ยังไม่ตายแท้ๆ ยังเสวยทุกข์ เป็น เวมานิกเปรต อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากต้องตายไปจริงๆ ก็ต้องไปเป็น เปรตอยู่ใน เวมานิก อย่างไม่ต้องสงสัย อย่ากระนั้นเลย อย่าทำตนให้เป็นเหมือนเปรต กันอีกเลยนะ การหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรม บำเพ็ญพระวิปัสนากรรมกรรมฐานนั้นย่อม สามารถปิดหนทางอบาย (หนทางแห่งการไปเกิดเป็นเปรตได้) สาธุๆ 


อ้างอิง

(1)
เพลงหวงรัก ของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ [cited 2008 November 22] Available from: http://www.imeem.com/centuryboy/music/ECZ-lY0c/wma


(2) อัศนี พลจันทร. รวมบทความนายผี : อัศนี พลจันทร. --พิมพ์ครั้งที่ 1.--กรุงเทพฯ : สามัญชน, 2541

(3)  เวมานิกเปรต - เวหาสกุฎี. เวปไซต์ธรรมไทย [cited 2008 November 22].  Available from: URL;  http://www.dhammathai.org/buddhistdic/ring288.php

(4) ชลธิรา สัตยาวัฒนา. วิจารณ์รื้อวิจารณ์ ตำนานวรรณคดีวิจารณ์แนวรื้อสร้างและสืบสาน .--พิมพ์ครั้งที่ 1.--มหาสารคาม: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2550.