Dialogue on the Bridge over the trouble Water
วงสุนทรียสนทนาวงหนึ่ง ณ ริมท่าข้างบ่อปลา ท่ามกลางไพรพฤกษ์เขียวขจี
บ่อปลา ย่อมต้องมีปลาจริงๆ มาว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา no doubt ด้วยเมตตาบารมีของหลายๆท่าน
วงวนทนาในรูปแบบ classic ดำเนินไปอย่างลื่นไหล เหมือนกระแสน้ำที่รายล้อมอยู่
เราได้ขยับขยายย้ายที่ออกมาจากห้องประชุม แล้วก็ free-will selection เลือกทำเลที่จะพูดคุยในกลุ่มย่อยต่อไปกันเอง เนื่องจากเราจะมีเจ้าหน้าที่ สช. เป็นคนให้บริการถอดคำสนทนาเป็น mind-map ย่ิงทำให้การสนทนาราบรื่นมาก (เพราะคนคุยไม่ต้องคอยจดเอง หรือหยุดอ่านกระดานบ่อยๆ)
เราได้ยินเรื่องเล่าของคุณหมอนิวัฒน์ชัย รพ.ประทาย ที่โคราช เรื่องราวจากการเติบโตของคนขับรถ ที่เปิดเผยความจริงว่าเขาไม่เคยชอบขับรถเลย จริงๆแล้วเขาเกลียดขับรถเสียด้วยซ้ำไป เพราะพ่อเขาก็เคยเป็นคนขับรถ และงานขับรถทำให้ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ด้วยเหตุนี้งานขับรถจึงเป็นอะไรที่มีความหมายในแง่ลบมาตลอด แม้กระทั่งทุกๆวันที่เขาทำงานอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้มีโอกาสขับรถส่งคนไข้ฉุกเฉินไปส่งโรงพยาบาล คนไข้นั้นอาการหนักมาก และเมื่อมาถึง รพ. ต้องรับการรักษาเร่งด่วนจนในที่สุดก็รอดชีวิต หลังจากที่คนขับรถคนนี้ทราบเรื่องทั้งหมด ก็เกิดการรับรู้ใหม่ในงานขับรถของเขา ที่แท้งานนี้ทำให้เขาได้มีส่วนช่วยชีวิตคน และชีวิตของคนในครอบครัวทั้งหมด หลังจากนั้นเขาก็เลิกเกลียดงานขับรถ และกลายเป็นกระบวนกร เป็นโคช เป็นผู้หล่อเลี้ยงให้คนขับรถคนอื่นๆ ร่วมทั้งเจ้าหน้าที่คนอื่นๆใน รพ. (ผมอยากจะถามว่า รวมทั้งหมอ พยาบาล ด้วยไหม แต่ไม่ทันได้ถาม อิ อิ อิ)
เราได้ยินเรื่องราวของงาน สปสช. จากพี่อรจิตต์ ที่ได้บูรณาการงานเชิงระบบและเชิงหัวใจ อันต้องใช้ยุทธศาสตร์แห่ง "รักปราศจากเงื่อนไข" ต่อไปจะเป็นยุคกฏหมายที่งอกงามอยู่บนศีลธรรม หัวใจ และความดีจะเป็นเช่นไร?
งานดูแลเด็กและเยาวชน และการศึกษา ก็ถูกนำมาเป็นประเด็นค่อนข้างเยอะ
ผมเกิดปิ๊งแวบขึ้นมา ที่เราเรียนๆกันอยู่ มีเกียรตินิยม มีอะไรนิยม เยอะแยะ ล้วนเป็นการศึกษาเพื่อ "ตนเอง" เป็นหลักทั้งนั้น เอ... แล้วเราจะมีปริญญาประเภทเรียนเป็นหมู่ เป็นกลุ่ม และได้ปริญญาเป็น group ได้ไหมล่ะ? เพราะจริงๆแล้ว ไอ้ที่เราเรียนมาทั้งหมดและประสบความสำเร็จน่ะ เราได้รับการช่วยเหลือจากสังฆะ จากกัลยาณมิตร จากคนอื่นๆอีกมากมายแต่ไม่เคยเห็นศีรษะ เห็นหัวคนอื่นเลย นำไปสมัครงานก็มีแต่ "เกียรติ (ของข้า) นิยม (ข้านิยม) อันดับหนึ่ง อันดับสอง" กัน อีกหน่อยเราควรจะมี degree "ประชานิยม" แทน "เกียรตินิยม" จะดีกว่าไหม? มีปริญญาที่ต้องแจก 2, 3 หรือ ทีละ 5 คน เพราะกว่าจะได้งานมา ต้องทำงานเป็นทีมอย่างจริงจัง จะเป็นอย่างไร?
ในงานอาชีพหมอ อาชีพพยาบาล เราต้องทำงานด้วยกันตลอด ทำไมเราถึงไม่ได้เรียนด้วยกันตั้งแต่เริ่มแรก จะได้มีความเคารพนับถือในความต่างของวิชาชีพ และมองเห็นความสำคัญ ความสมัพันธ์ที่เอื้อหนุนจุนเจือกันในการทำงาน?
สช. ได้รวบรวมเรื่องเล่าเร้าพลังมากมาย รวมเป็นเล่ม เป็น CD เป็น VCD ผมคิดว่า materials เหล่านี้แหละที่ควรจะนำมาใช้ในหลักสูตรการเรียนของเด็กนักเรียน เพราะบริบทเหล่านี้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องสัมผัสได้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่พ่อแม่ ญาติพี่น้องของเด็กก็เข้าใจ เหมือนงานบุญบั้งไฟที่ยโธธร เหมือนงานกินเจที่หาดใหญ่ ถ้าเด็กแต่ละที่จะเรียนวัฒนธรรม ก็ควรจะเรียนจากของจริงเหล่านี้ ทำรายงานเรื่องแบบนี้ เรียนภูมิศาสตร์สังคม แรงงาน สิ่งแวดล้อมจากของจริงเหล่านี้ จะได้เกิดความผูกพัน ความภาคภูมิใจในรากเหง้าที่มาของตนเอง
สุนทรียนิทรา เอ๊ย สนทนา อิ อิ อ.อำพลกำลัง bodyscan อยู่ครับ
บ่อปลา ลานสุนทรียสนทนา
MindMap สำเร็จลงทันทีที่งานเลิกดุจดั่งนิรมิต แสดงถึงสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่ สช.ของเรา
แผนยุทธศาสตร์อีกด้านที่หลายๆกลุ่มพูดถึงคือ "การใช้สื่อ"
"สื่อ" ต่อมวลชนเป็นเครื่องมือทรงอิทธิพล (ขนาด James Bond ยังเอามาเป็น Villains ตอนหนึ่งเลย ว่าถึง Media Mogul ที่ครอบครองอำนาจการสื่อสาร) และในขณะนี้ ต้องบอกว่าสิ่งที่ปรากฏบนสื่อส่วนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่สร้างสรรค์แล้วยังสร้างวงจรอุบาทว์อีกต่างหาก
สื่อเดี๋ยวนี้สนับสนุน judgmental attitude หรือการด่วนตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นการฟันธง หรือ confirm หรือจะอะไรก็แล้วแต่ แต่การที่ทำให้คนคิดว่าการด่วนตัดสินเป็นความเท่่ห์ ความดี ความฉลาดนั้น ทำให้สังคมหย่อนด้อยเรื่องการห้อยแขวน เรื่องการชะลอ เรื่องการช้าลง เรื่องการคิดใคร่ครวญ
สื่อเดี๋ยวนี้ไม่ได้ให้คุณค่าของความพากเพียรพยายาม แต่เน้นความดีของการรวยลัด รวยเร็ว ใช้ vanity ใช้ sensational เป็นเครื่องมือเข้าไปควบคุมที่อารมณ์ ทำให้คนคิดน้อยลง ใคร่ครวญน้อยลง แต่ใช้อารมณ์แบบเป็นทาสมากขึ้น สื่อช่วย glamorize ความหรูหราฟุ่มเฟือยเป็นคุณภาพ เป็นคุณค่า เน้น materialism เป็นวัตถุประสงค์สุดท้ายของกิจกรรม ของโครงการ
สื่อเดี๋ยวนี้โปรดปรานการ ranking การประกวด แม้แต่เรื่องของคุณงามความดี ไม่มีการเน้นเรื่องความนอบน้อมถ่อมตน แต่ไปเน้นความโอหัง อหังการ์มากขึ้น เป็น westernized trait ที่เลวร้ายและ corrupted ทำไมการทำดี ต้องมีการประกวด ประกวดแล้วได้เงิน ทำไมประกวดแล้วรางวัลไม่เป็นแบบการได้ไปทานอาหารกับปราชญ์ของเมืองไทยสักมื้อ เช่น กับท่านอาจารย์ประเวศ แม่ชีศันศนีย์ หรือท่าน ว. วชิรเมธีแทน?
คนเราเรียนรู้ตอนกำลังผ่อนคลาย message ที่เราได้ตอนชมภาพยนต์ที่บ้าน ขณะไปเที่ยว ฯลฯ มีอิทธิพลต่ิชีวิตเรา หรือต่อเยาวชนของเราไม่น้อยไปกว่าจากห้องเรียน หรือจริงๆแล้วมากกว่าหลายเท่า
อย่างนี้เอง ชอบเลยค่ะ
แม้แต่การประกวดประชัน ครูดี เอาอะไรมาวัดนอกจากสื่อผลิตขึ้นมาหลอกลวง แล้วอนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร ใครบ้าคิดอะไรออกมาอย่างนี้ได้ เห็นด้วย คนขาดการใคร่ครวญ บ้าไปตามกระแส ขอวความหลง สาธุบทความดีๆ ขออนุญาต นำไปเผยแพร่ ขอบคุณค่ะ
อ. JJ
ครับ
เห็นด้วยครับ ผมมาถึง รร.ตอนสามทุ่ม ยังรู้สึกว่าสวยเลย ดีที่พกเอากล้องมา ตอนเช้ารีบตื่นมาเดินรอบๆบริเวณ คุ้มกับที่ได้มาที่นี่ เห็นอะไรสวยงามแต่เช้าเลยครับ
อยากจะนำมาปรับเปลี่ยนในโรงสอนหมอเหมือนกัน ขอคิดดูก่อน
ab ab คือ absolutely fabulous ใช่ไหมครับ อิ อิ อิ
คุณ krutoi
ครับ
เรื่อง dramatize ความดีนี่ ผมว่าเป็น trait ของฝรั่งนะครับ เพราะเขาไม่ค่อยคิดว่า modesty is a virtue ไม่ค่อยจะเชื่อในความอ่อนน้อมถ่อมตนสักเท่าไร เรียกว่ามีดี (หรือไม่มี) ก็ต้องโชว์ไว้ก่อน ประกวดกันก่อน ด่วนตัดสินกันก่อน
รายการแบบ The Weakest Link ที่ริเริ่มที่อังกฤษ และแพร่ระบาดทั่วโลก (รวมทั้งไทยด้วย) ก็ตรงกัน วันๆ เอาแต่มองหาคนผิด คนอ่อนแอ แล้วแทนที่จะช่วยเขา สิ่งแรกที่ทำก็คือเขี่ยทิ้ง ตัดทิ้ง เป็นสังคมสัตว์ชั้นต่ำที่กัดกินสัตว์ species เดียวกันเอง
ผม มารอดูภาพ
แอบดู คุณหมอ จากห้องอาหารเช้า เห็น คุณหมอ คว้ากล้อง เลนส์ยาวๆ ออกมา ... รอจังหวะ เข้าไป คารวะ แต่ ก็ยุ่งๆๆอยู่
ผมชอบ ที่เสนอว่า ปริญญาหมู่ ใบเดียวช่วยกันทำหลายๆคน ... จ๊าบมากครับ
เอารูปมาให้ดูอีกหน่อย
กำลังคิดเรื่องนี้ต่อเหมือนกันครับ ว่าทำจริงๆ (ถ้าทำได้) จะเกิดอะไรขึ้น หรือจะออกมาในรูปแบบเชิงปฏิบัติอย่างไรได้บ้างที่ได้ผลลัพธ์คล้ายๆกัน
สวัสดีครับอาจารย์
และนี่ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมตัดต่อ มาเป็นสื่อชวนคิดชวนคุย
แถมด้วยบทกลอนที่ผมเคยเขียนให้นักศึกษาที่กำลังเรียนวิชาอิเล็กทรอนิกส์ กับผม ตอนที่เกิดอินกับการเรียนรู้ภาคปฏิบัติแบบช่วยเหลือเกิ้อกูลแบ่งปัน ที่กำลังเกิดอยู่ในห้องเรียน แค่บทเดียวแต่ก็บอกพวกเขาได้ชัดว่าผมคิดและเชื่ออย่างไรในเรื่องการเรียนรู้ - การแข่งขันครับ
ช่วยเหลือ แบ่งปัน ดีกว่า
เป้าหมาย แน่ชัด คือพัฒนา
ทุกคน ให้ดีกว่า ... เมื่อวาน
ยาวไปหน่อย ขออภัยครับ
สะใจมากๆครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องยาวครับ มันยาวเท่าที่มันมีแหละครับ
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่คุณภาพคืบคลานเข้ามาในระบบบริหาร มีการหัดเขียน vision mission วิสัยทัศน์ พันธกิจ กัน เราก็ copy กันไป copy กันมา หนีไม่พ้นคำจำพวก เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นผู้นำ เป็น "ความอยาก" แถมยังเป็นความอยากของเราเองด้วย
พอได้มาศึกษา outcome mapping ที่ให้เริ่มฝันว่า "หากเราทำสำเร็จ ผู้รับประโยชน์จะได้อะไรจากเรา จากองค์กรเรา?" ก็เกิดเห็นแจ้งรู้จริงว่า เขียนแบบเพื่อคนอืนนั้น มัน inspire เป็นแรงบันดาลใจให้เรามากกว่ากันเยอะเลย
พอไปอ่าน Servant leadership การเป็นผู้นำเพราะเริ่มจากการขอเป็นผู้รับใช้ ยิ่งเกิดปัญญามองเหตุการณ์ใหม่ มองรูปแบบใหม่ๆ "สภาวะผู้นำ" นั้น ไม่ได้เกิดมาจากอยากจะนำเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดจากอยากจะรับใช้ได้ด้วย แถมยังยั่งยืน ซื้อใจคนได้ดีกว่า ยาวนานกว่า มีคนพร้อมจะโดดมาร่วมหัวจมท้ายได้มากกว่า
คนเหล่านี้คงจะไม่รวย แต่สภาวะจิตจะเปลี่ยน และคนรอบข้างก็จะได้ประโยชน์ด้วย
"อยู่อย่างมีความหมาย" ระหว่าง ความหมายชีวิตคือเงินที่ทำได้ หามาได้ กับคุณค่าของคนอื่นที่ดีขึ้นเพราะสิ่งที่เราทำ จะทำให้เกิดวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน
นึกถึงโฆษณา "แม่ต้อย" ของไทยประกันชีวิตขึ้นมาทันที
มันไม่ได้เรียนเหมือนกันนี่คะ เรียนหมอกับเรียนพยาบาล ไม่เหมือนกันเลยยยยย!!!!
ถ้าอาจารย์อยากรู้ว่า ทำไมถึงไม่เรียนด้วยกัน ก็ลองถามคนเรียนดูก็ได้นี่คะ
เช่น ถาม น้องนศ. พยบ ว่า ... อยากตัดเกรดรวมกับ นศพ. มั้ย? เป็นต้น
ไม่นับวิชาอื่นๆ .. ซึ่งไม่เห็นจะมีสักกระผีกที่เหมือนกัน .. ลองดูวิชา เช่น การฝากครรภ์ และการคลอดปกติ ซึ่ง - ต้องทำเป็น - เหมือนกัน เท่ากัน มันได้อารมณ์มากเลยนะคะ ตอนที่ดูหน้านศพ. ที่ตอบคำถามไม่ได้ว่า " ถ้าหมอไม่มียาอะไรอยู่ในมือ แต่คนไข้ตกเลือดหลังคลอด หมอจะทำอย่างไร" .. เสร็จแล้ว นศ.พยบ ก็ทำหน้า ??? (ลองจินตนาการดูเล่นๆ มั้ยคะ )แล้วตอบว่า "คลึงมดลูกค่ะ"
หนูสงสัยมาตั้งแต่เกือบ 10 ปี ก่อนแน่ะค่ะ ว่า
"จะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไม .. ตัวเองมีหน้าที่อะไร ก็ทำเรื่องของตัวเองไปดิ"
อ้อ .. "คนรู้ตัวว่ามีดี" กับ "คนอวดดี" นี่มันไม่เหมือนกันนะคะ
อาจารย์ทราบมั้ยคะว่า โดยลักษณะภายนอก >> general appearance มันแยกจากกันได้อย่างไร ?
เพราะว่าเรามีหน้าที่ "ต่างกัน" เราถึงควรจะเรียนด้วยกัน จะได้มีสายตามองเห็นคนอื่นบ้างไงล่ะครับ จะได้พัฒนาศักยภาพที่จะมองเห็นหัว เห็นหน้า เห็นบทบาทของคนที่ทำให้งานองค์รวมเกิดความสำเร็จ เราจะได้ไม่เห็นว่าเราเป็น one-man show แต่ทว่าสุขภาวะนั้นมาจากคนทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง
สีหน้าของนักเรียนที่กำลังคิดว่าตนเองมาอยู่ตรงนั้นทำไม ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เป็นสีหน้าที่น่าชื่นชม (กระมัง) เพราะนั่นเป็นเวลาที่คนกำลังเติบโต ทว่าถ้าเรา "กลัว" เสียหน้า กลัวที่จะเรียนรู้ กลัวที่จะเผชิญว่าเรายังไม่รู้อะไรบ้างที่จะใช้ช่วยคนไข้ นั่นคงจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง
การเรียนด้วยกัน ต้องตัดเกรดด้วยกันรึเปล่า นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายการศึกษาสามารถคิดใคร่ครวญ ก่อนจะตัดสินใจ โดยคำนึงถึงความควรไม่ควร หลักการและเหตุผลก่อนใช่ไหมครับ
ในสิ่งที่เรามีประสบการณ์ คิดใคร่ครวญ และใช้มุมมองที่ต่่างกัน นำมาเล่า มาเสริมกัน เราก็จะได้เรื่องราวที่เป็น holistic มากย่ิงขึ้น มีรายงานการวิจัยเรื่องการรับรู้ระหว่างทีมแพทย์ กับของผู้ป่วยแล้ว ปรากฏว่า เราคิดไม่ตรงกับคนไข้กว่า 80% นี่คงเป็นแค่ผลการศึกษาของที่แห่งหนึ่ง แต่ก็สะท้อนปัญหาที่สมควรขบคิดว่า อะไรที่ทำให้เราคิดแตกต่าง และอะไรเป็นผลที่จะเกิดจากหมอไม่สามารถมองเห็นมุมมองของงานตนเองจาก stakeholders ฝ่ายอื่นๆได้ อาทิ พยาบาล นักสิทธิประโยชน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุมมองของคนไข้และครอบครัว
การศึกษาที่ดี น่าจะทำให้เราเกิดทัศนคติที่รุ่มรวยแสวงหา อ่อนน้อม และมองหาความแตกต่าง เราหวังจะมี "บัณฑิต" ที่เมื่อ "อุดม" ด้วยการศึกษาจะมีบุคลิกที่ดี อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพในครูบาอาจารย์และพ่อแม่ เคารพในคนไข้ที่เปรียบเสมือนครูโดยอ้อม (และโดยตรง) สังคมเราผลิตคนก้าวร้าว ไร้มารยาท ขาดศิลปในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาเยอะ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะหวังให้เกิดบัณฑิตคุณภาพ และไม่เป็นที่น่าผิดหวังต่อพ่อแม่ที่ส่งมาเรียน ต่อคนไข้ที่กำลังรอรับการรักษา
แน่นอนเมื่อเรามองเห็นประชาชน คนไข้ และทุกคนเป็นผู้มีบุญคุณต่อเรา เมื่อนั้น "กตญฺญู กตเวทิตา" ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกบัณฑิต ที่ผ่านการศึกษาอย่างแท้จริง
totally agree ค่ะ
ความกตัญญูอย่างที่สุด -ในประสบการณ์ส่วนตัว- ของหนู คือ "การให้อิสระ" หมายความว่า เป็นอิสระจากความรู้สึก ความคิด และชีวิตของกันและกัน ซึ่งทำใจยากมากเลยนะคะ สำหรับคน - ให้ - แต่หนูก็ให้เสมอถ้าคิดว่าเขาต้องการ