ช่วงนี้นั่งคิดวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณงานจนตาลายไปหมด เป็นงานหนักที่ไม่สนุกเอาเสียเลย รู้สึกเหมือนทำยังไงก็ไม่เห็นเสร็จสักที วันนี้เลยรู้สึกดีใจที่ต้องเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวงานคริสต์มาสที่โรงเรียนพี่เหน่นและน้องฟุง ได้เห็นเด็กๆมากมายสนุกสนาน พี่เหน่นอยู่ซุ้มของห้องตัวเอง ขายอาหารและขนมเค็กไอศครีมแสนอร่อย เราพ่อแม่อุดหนุนลูกๆไปหลายตังค์เหมือนกัน นัดกับน้องฟุงไว้ว่าจะกลับตอน 2 ทุ่ม ปรากฎว่าน้องฟุงก็หายไปในหมู่คนและซุ้มต่างๆ เราก็เลยนั่งเล่นเกมบิงโกกันไป ไม่มีดวงได้ของอะไรแบบนี้เอาเสียเลย เห็นบรรยากาศแล้วก็ดีใจที่ลูกๆได้มาร่วมงานและได้ใช้เวลากับเพื่อนๆในบรรยากาศนี้นะคะ กิจกรรมมากมายหลายหลากมาก เด็กๆดูมีชีวิตชีวากันเหลือเกิน เห็นแล้วสดชื่นไปด้วย

พกหนังสือ "The Last Lecture" ฉบับภาษาอังกฤษที่ฝากพี่วั้นซื้อมาจากกรุงเทพ (หาซื้อไม่ได้ที่หาดใหญ่...เรื่องเดียวที่ต่างจังหวัดสู้กรุงเทพไม่ได้) เอาไปนั่งอ่านด้วย ถึงตอนที่คุณ Randy Pausch เล่าถึงตอนที่เขาพาหลาน 2 คนที่เป็นลูกพี่สาวไปไหนๆด้วยตอนสุดสัปดาห์พอดี เขาได้มีโอกาสเลี้ยงดูสนุกสนานกับเด็ก 2 คนนี้จนพวกเขาอยู่ในวัยเกือบอายุ 20 โดยที่ตัวเขาเองบอกว่า เขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นลูกของเขาเองเกินอายุ 6 ขวบ เพราะเวลาของเขาเหลืออยู่น้อยเหลือเกิน ทำให้เขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในวัยเด็กของหลานทั้งสอง ชอบประโยคที่เขาบอกว่า

"They gave me the gift of being a presence in their lives through their pre-teen and teen years, and into adult-hood."

อ่านแล้วน้ำตาซึมไปกับวิธีการที่เขาขอให้หลานทั้งสอง ใช้เวลากับลูกทั้ง 3 ของเขา เหมือนที่เขาเคยใช้กันมากับหลาน เพราะอีกไม่นานเขาก็คงไม่ได้มีโอกาสนั้นแล้ว สำหรับเราเองแล้ว บรรยากาศรอบๆตัวที่ได้เห็นเด็กๆเขากำลังสนุกสนานกันนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนคุณ Randy นะคะ ว่าการที่เราได้ใช้ชีวิตกับลูกตลอดเวลาจนกว่าเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่นั้น เป็นเวลาที่เหมือนของขวัญอันล้ำค่ากับชีวิตเราจริงๆ ถ้าเราต้องจากไปก่อนที่จะได้ใช้เวลาแบบนี้ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างที่สุด ก็เลยยิ่ง "อิน" มากขึ้นไปอีก

ได้คิดอีกครั้งว่า "ความตาย"...การที่คนเรารู้เวลาตายแล้ว เขียนอะไรที่สะท้อนความคิดได้แบบที่คุณ Randy Pausch เขียนไว้นี้ สอนอะไรเราได้มากมายเหลือเกินค่ะ ทำให้มีแรงทำอะไรที่ต้องทำต่อไป เพราะคิดว่าเรายังโชคดีที่มีแล้วทุกอย่างที่ชีวิตควรจะมี แถมยังมีงานให้ได้ทำประโยชน์โดยที่ยังไม่มีอะไรมาขีดเส้นบอกเวลาที่เราต้องลาโลกเหมือนคุณ Randy Pausch ด้วย มาใช้เวลาที่เรายังมีอยู่ทำความดีต่อกันให้มากๆเข้าไว้ดีกว่านะคะ อยากทำอะไรให้ใครก็อย่าได้รีรอ วันนี้เดี๋ยวนี้เท่านั้นที่เราจะทำอะไรได้แน่นอน