คำถามที่ครูทุกคนจะต้องถามตัวเองว่าหากเราจะจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้ผู้คนและสังคมแล้วไซร้ตัวครูเองได้ใช้การศึกษาสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ตัวเองแล้วหรือยัง

 

ช่วงท้ายปลายปี 2551   คนไทยทั้งหลายคงได้ลิ้มรสสัมผัสกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ชีวิตผู้คนย่อมพานพบทั้งสิ่งดีและไม่ดี แต่ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นผู้คนได้นำมาเป็นบทเรียนให้ชีวิตหรือไม่และอย่างไร ในจุดนี้หากตั้งมุมมองไปที่ความหมายของคำว่า การศึกษา ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้แก่บุคคลและสังคมรวมทั้งมุ่งเน้นที่จะให้การศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ซึ่งในมุมมองเช่นนี้จึงทำให้เกิดและมีคำถามมากมายต่อแวดวงการศึกษาไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำถามที่ว่า การศึกษาไทยได้สร้างความเจริญงอกงามให้คนไทยและสังคมไทยจริงหรือไม่  

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบธรรมดาประสาเพื่อนพ้องน้องพี่ ถ้าดูคุณภาพของกระบวนการใดๆผ่านพฤติกรรมผู้คนจะทำให้เราได้รับคำตอบแบบไม่ต้องอาศัยสถิติหรือวิเคราะห์เจาะลึกด้วยหลักทฤษฎีมากมายท่วมท้นจนคนวิเคราะห์เองก็อ่านงานตัวเองไม่รู้เรื่อง  ผมเชื่อเรื่องกรรมดี  กรรมชั่ว นั่นคือผู้คนเมื่อคิดดี ทำดี ก็ได้ดี  คิดไม่ดี ทำไม่ดี ก็พานพบแต่สิ่งไม่ดี วันนี้การศึกษาไทยกำลังปฏิรูปบนฐานทฤษฎีมากเกินไปหรือเปล่าและเราจะปฏิรูปการศึกษาบนฐานความเป็นจริงแห่งชีวิต ได้หรือไม่/อย่างไร

 

ความเป็นจริงวันนี้ผลผลิตจากการจัดการศึกษาทุกระดับเป็นได้แค่ผลิตคนไม่ได้ผลิตมนุษย์ออกสู่สังคมดังเจตนารมณ์ ในทัศนะผมเห็นว่าวันนี้เราต้องเลิกพูดมากเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเสียที ทุกคนต้องช่วยกันคิดและทำอย่างจริงใจจริงจัง เริ่มต้นวันนี้ด้วยคำถามที่ครูทุกคนจะต้องถามตัวเองว่าหากเราจะจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้ผู้คนและสังคมแล้วไซร้ตัวครูเองได้ใช้การศึกษาสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ตัวเองแล้วหรือยัง เพราะตราบใดที่จิตใจครูยังคงรุงรังด้วยกิเลสตัณหาและปัญหาสารพัด  ตราบนั้นการปฏิรูปการศึกษาไทยก็ทำได้แค่วกวนเวียนไปเวียนมา เท่านั้น