ชีวประวัติของ ดร. อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี
ไม่เป็นที่กังขาใดๆต่อท่าน ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการจัดตั้งของธนาคารอิสลาม ท่านได้รับการขนามนามว่าเป็นนักการธนาคารที่ยอดเยี่ยม ในปีที่ผ่านมานั้น ดร.อะห์หมัด อะลี ได้เป็นผู้หนึ่งที่เข้ารับการพระราชทานรางวัลเกียรติยศจากมูลนิธิกษัตริย์ไฟซอล รางวัลเกียรติยศชิ้นนี้ถือเป็นรางวัลนานาชาติในแขนงการบริการอิสลาม
รางวัลเกียรติยศนี้ได้รับการประกาศโดยเจ้าชายคอลิด อัลไฟซอล ผู้อำนวยการของมูลนิธิกษัตริย์ไฟซอล ณ พิธีการมอบรางวัลเกียรติยศครั้งนี้ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์กลาง อัลเคาะซามะ เมื่อวันที่ 25 มกราคม ปี 2005 ในฐานะของผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศครั้งนี้ท่านได้รับเงินสดจำนวน 750,000 รียัลซาอุดิอารเบีย (ประมาณ 200,000 ดอลล่าร์อเมริกา) ท่านยังได้รับเกียรติบัตรยกย่องการทำงานของท่านและท่านยังได้รับเหรียญทองหนัก 22 กะรัต ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ได้รับการมอบรางวัลเกียรติยศในครั้งนี้อันเนื่องจากความสำเร็จของท่านในด้านการธนาคารอิสลาม ในฐานะที่ท่านเป็นประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนามานับตั้งแต่การจัดตั้งองค์กรเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว ท่านได้รวมความสอดคล้องกันของการดำเนินการทางธนาคารกับหลักนิติศาสตร์อิสลามและกฏหมายเข้าด้วยกันได้อย่างดี ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งของสมาชิกจัดตั้งธนาคารอิสลามท่านได้ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านการธนาคารอิสลามในระดับนานาชาติ
ธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาได้ดำเนินการบนพื้นฐานของหลักการอิสลาม ธนาคารแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคมปี 1975 ภายใต้การรับรองขององค์กรการประชุมศาสนาอิสลาม (โอไอซี) และกลุ่มประเทศสมาชิกซึ่งในตอนนั้นประกอบไปด้วย 43 ประเทศ งบประมาณเริ่มแรกขององค์กรได้รับมาจากรัฐบาลซาอุดิอารเบีย คูเวต บะห์เรน ปากีสถาน บังคลาเทศ ตุรกี และอินโดนีเซีย ทางธนาคารได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ 387 กิจการเป็นจำนวนเงินรวมถึง 3.917 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ใน 39 ประเทศสมาชิก และได้กำไร 26 ล้าน ในช่วงระหว่างปี 1982-83 นับแต่นั้นเป็นต้นมา ธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาก็ได้พัฒนาอย่างมั่นคง ตลอดจนจำนวนสมาชิกภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
ดร.อะห์หมัด มุฮัมหมัด อาลี ได้ถือกำเนิดในปี คศ.1934 ณ นครมะดีนะห์ อัลมูเนาวะเราะห์ หนึ่งในสองนครอันทรงเกียรติแห่งอิสลามซึ่งตั้งอยู่ที่ราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย ท่านสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีทางด้านการธุรกิจการค้าจากมหาวิทยาลัยไคโร สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในปี คศ. 1957 ต่อมาท่านได้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกาในปี คศ. 1962 หลังจากนั้นท่านก็สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกของท่านในเมืองอัลบานี สหรัฐอเมริกา ท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนการศึกษาอย่างต่อเนื่องและได้สำเร็จการศึกษาในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1967
ดร. อะลี ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกษัตริย์อับดุลอาซิซที่ควรแก่การเคารพนับถือในราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย ท่านได้ดำรงตำแน่งอยู่นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1967 จนถึง วันที่ 1 มกราคม 1972 หลังจากนั้นท่านก็ได้รับการยกระดับไปเป็นรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงศึกษาธิการในชุดของรัฐบาลของราชวงศ์ซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ 1เดือนมกราคม ปี คศ. 1972 จนถึง วันที่ 1 มกราคม ปี คศ. 1975
ดร.อะลีได้เริ่มการงานของท่านในฐานะที่เป็นประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาในวันที่ 1 มกราคม 1975 จนถึงวันที่ 1 มกราคม1993 ท่านยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสันนิบาติมุสลิมโลกสำนักงานราชอาณาจักรซาอุดิอารเบียตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1993 จนถึง วันที่ 1 มกราคม 1995
หลังจากนั้น ท่านได้เริ่มงานที่สองของท่านในฐานะประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนานับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1995 จวบจนปัจจุบัน
ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ได้เขียนบทความหลายบทความด้วยกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐศาสตร์อิสลาม การธนาคารและการศึกษา ท่านมีผลงานตีพิมพ์เป็นชุดรวมผลงานวิชาการของท่านที่ได้รับรางวัลซึ่งชื่อว่า “บทบาทของธนาคารอิสลามในการพัฒนา”
ท่านยังเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆที่มีความสำคัญรวมไปถึงเป็นสมาชิกสภามหาวิทยาลัยกษัตริย์ซาอุดี ซึ่งท่านเป็นสมาชิกในปี คศ. 1980 นอกจากนั้นท่านก็ยังเป็นสมาชิกสภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยกษัตริย์อับดุลอาซิซซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยในปี คศ. 1972 ทั้งหมดนี้คือส่วนเพิ่มเติมจากการที่ท่านเป็นสมาชิกสภามหาวิทยาลัยกษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการน้ำมันและแร่ธรรมชาติ และท่านก็ยังเป็นสมาชิกสภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยอิหม่ามมุฮัมมัด บิน ซะฮูด ในปี คศ. 1990
ธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาเป็นผู้บุกเบิกทางด้านการธนาคารในรูปแบบอิสลาม และได้มีการบริหารจัดการองค์กรในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และยังถือได้ว่าเป็นสถาบันทางการเมืองที่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้การประกาศเจตนารมณ์ในเรื่องราวต่างๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีในคราวการสัมมนาของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของประเทศมุสลิมที่จัดขึ้นเป็นประวัติการ ณ นครญิดดะห์ ในช่วงเดือนธันวาคม ปี คศ. 1973 การประชุมเปิดตัวของคณะกรรมการได้จัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี คศ.1975 และธนาคารก็ได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี คศ. 1975
นับถึงปลายปี ฮศ. 1412 (มิถุนายน ปี คศ. 1992) นั้น อำนาจทางการเงินของธนาคารอยู่ที่สองพันล้านดีนาร์ นับตั้งแต่เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮศ. 1413 (กรกฎาคม ปี คศ.1992) โดยที่สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการ จำนวนเงินดังกล่าวก็ได้กลายเป็น หกพันล้านดีนาร์ แยกออกเป็นจำนวน 600,000 หุ้นมีมูลค่าหุ้นละ 10,000 ดีนาร์อิสลาม เงินค่าสมาชิกก็กลายเป็น สี่พันล้านดีนาร์อิสลามที่สามารถจ่ายได้ตามกำหนดที่ได้วางไว้และในค่าเงินตราที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในธนาคาร ในปี ฮศ. 1422 คณะกรรมการธนาคารก็ได้ตัดสินใจเพิ่มอำนาจทางการเงินให้แก่ธนาคารในการประชุมประจำปีที่จัด ณ ประเทศอัลญีเรีย จากหกพันล้านดีนาร์อิสลามเป็นสิบห้าพันล้าน และค่าสมาชิกภาพจาก 4.1 พันล้าน เป็น 8.1 พันล้าน
สำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาค
สำนักงานใหญ่ของธนาคารตั้งอยู่ที่นครญิดดะห์ ราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย และสำนักงานภูมิภาคจำนวนสองแห่งก็ได้เปิดทำการขึ้นในปี คศ. 1994 สำนักงานหนึ่งอยู่ที่เมือง ราบาต ประเทศมอร็อคโคและอีกสำนักงานหนึ่งตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ต่อมาในปีคศ. 1996 คณะกรรมการอำนวยการบริหารก็ได้อนุมัติในการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนของธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา (ไอดีบี) ขึ้น ณ อัลมาตีย์ ประเทศคาซักสถาน ในการทำหน้าที่เป็นเครือข่ายระหว่างประเทศสมาชิกของไอดีบีและสาธารณรัฐต่างๆแถบเอเชียกลาง สำนักงานดังกล่าวได้เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปีคศ. 1997 และในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นสำนักงานภูมิภาคที่เติบโตเต็มที่ นอกจากนี้ ทางธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนายังได้มีสำนักงานผู้แทนภาคสนามในกลุ่มประเทศสมาชิกสิบเอ็ดประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย อิหร่าน คาซัคสถาน ลิเบีย ปากีสถาน เซเนกัล ซูดาน แกมเบีย กีเนียบิซซาว มอริตาเนียและอัลจีเรีย
ทางธนาคารได้รับอำนาจในการรับฝากเงินฝากและระดมแหล่งทางการเงินต่างๆโดยผ่านวิธีการทางชะรีอะห์ อีกทั้งยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบในการให้การช่วยเหลือสนับสนุนการค้าต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าหลักๆระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก นอกจากนั้น ยังได้จัดให้มีการสนับสนุนความช่วยเหลือเฉพาะด้านต่อกลุ่มประเทศสมาชิก โดยการจัดให้มีการอำนวยการฝึกอบรมสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางด้านการพัฒนาในกลุ่มประเทศมุสลิมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักชะรีอะห์และกฏหมายทั่วไป
เป้าหมายหลักของทางธนาคารก็คือการให้การอุปถัมป์ต่อการพัฒนาทางด้านเศรฐกิจและพัฒนาการด้านสังคมต่อประเทศสมาชิกตลอดจนชุมชนมุสลิมเป็นการเฉพาะหรือแม้กระทั่งในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักชะรีอะห์และกฏหมายทั่วไป
หน้าที่ที่เป็นทางการของธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนานั้นรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในด้านการเงินที่ถูกต้องและการให้การกู้ยืมแก่โครงการที่มีแนวโน้มสร้างกำไรและต่อบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้การสนับสนุนความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศสมาชิกในรูปแบบอื่นๆเพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางธนาคารก็ยังได้ถูกร้องขอให้มีการจัดตั้งและดำเนินการในส่วนของกองทุนพิเศษต่างๆสำหรับจุดประสงค์เฉพาะด้านรวมถึงกองทุนหนึ่งที่จะช่วยเหลือบรรดาชุมชนมุสลิมที่อาศัยอยู่นอกกลุ่มประเทศสมาชิกซึ่งเป็นการเพิ่มเติมมาจากการจัดตั้งกองทุนสินเชื่อ
ในฐานะที่เป็นประธานองค์กรไอดีบี ท่านอะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี เป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างการพัฒนาของชาติอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศอื่นๆที่พยายามจะเข้ามาเป็นสมาชิกของธนาคาร ในเดือนกันยายน คศ. 2003 ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ได้นำการสัมมนาที่เรียกว่าสัมมนาทัชเกนท์ในสาธารณรัฐอุซเบกิสถานที่ซึ่งท่านได้ตั้งข้อสังเกตุว่าสำหรับปีแห่งเอกราชของอุซเบกิสถานนั้น สาธารณรัฐใหม่แห่งนี้ได้รับความสำเร็จในทุกแขนงของเศรษฐกิจ ท่านได้กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นความสำเร็จของอุซเบกิสถานในโลกแห่งการพัฒนาทางด้านการอุตสาหกรรม” ท่านได้เสริมว่า “การพัฒนาการใดๆของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นเป็นการอำนวยประโยชน์ต่อพัฒนาการของสวัสดิการประชาชนในที่สุด”
การปราศรัยกับกลุ่มของผู้สื่อข่าวในคราวการสัมมนาทัชเกนท์นั้น ท่านอะห์หมัดได้กล่าวว่า “ธนาคารของเรานั้นทำงานอยู่บนพื้นฐานในการให้การรับรู้ถึงแผนงานที่เป็นรูปธรรม เมื่อเราได้ทำงานกับคู่ค้าของเราในอุซเบกิสถาน เราได้กำหนดโลกแห่งความร่วมมือ ไอดีบีเองจะจัดสรรจำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับแผนงานที่เราตระหนักเป็นอย่างดี ทิศทางที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษในความร่วมมือของเราก็คือในเรื่องการติดต่อสื่อสาร ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เราจะเข้ามามีส่วนอย่างแข็งขันในด้านการก่อสร้างทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อประเทศอุซเบกิสถานกับเมืองท่าต่างๆในประเทศอิหร่าน”
ในปีนั้น สาธารณรัฐอุซเบกิสถานได้กลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 55 ของธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา สมาชิกภาพของธนาคารในเวลานี้ประกอบไปด้วย 56 ประเทศ และเป็นข้อกำหนดว่าประเทศที่คาดไว้ว่าจะเป็นสมาชิกนั้นควรจะต้องเป็นสมาชิกขององค์กรการประชุมอิสลามโลก และประเทศสมาชิกทุกแห่งจะต้องมีส่วนในการลงทุนของธนาคารและน้อมรับในข้อกำหนดและเงื่อนไขอันจะเกิดขึ้นโดยไอดีบี
ท่านอะห์หมัด อะลี ให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ความเลวร้ายและหายนะทางธรรมชาติ ดังเช่นที่ปรากฎในวันที่ 8 ตุลาคม 2005 โลกทั้งโลกได้ประจักษ์ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศปากีสถาน ในวันที่ 24 ตุลาคม 2005 ท่านอะห์หมัด อะลีก็ได้อยู่ที่นครการาจี ประเทศปากีสถาน
ในขณะที่ในประเทศปากีสถาน ประธานองค์กรไอดีบีพร้อมกับเลขาธิการแห่งองค์กรการประชุมอิสลามโลกคือท่าน เอ็กเมลุดดีน ทซาโนกลู ได้เข้าพบประธานาธิบดีเปอร์เวซ มุชาราฟ ซึ่งประธานาธิบดีปากีสถานผู้นี้ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติเป็นการถาวรในระดับโอไอซีในการที่จะประสานในเรื่องภัยพิบัติตามธรรมชาติต่างๆดังเหตการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 8 ตุลาคม ในฐานะที่เป็นประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา ท่านอะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ได้มีการสนองตอบต่อเรื่องดังกล่าวโดยได้กล่าวว่าทางธนาคารจะให้การช่วยเหลือเป็น 256 ล้านดอลลาร์อเมริกา ในการบูรณะและฟื้นฟูในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในปากีสถาน ประธานองค์กรไอดีบียังได้กล่าวอีกว่าส่วนหนึ่งของจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นเงินกู้ยืมส่วนอีกส่วนหนึ่งของจำนวนเงินดังกล่าวนั้นจะเป็นเงินบริจาค ในปัจจุบันนี้ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อะลี ยังคงเป็นประธานองค์กรธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา
หมายเหตุ แปลโดย อ.กริยา หลังปูเต๊ะ รองผู้อำนวยการสถาบันภาษานานาชาติ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา