เมื่อวานไปนั่งนำเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้กับท่านอาจารย์ได้ฟังในวิชาสัมมนา ได้ข้อเสนอแนะเยอะแยะครับ โดยเฉพาะข้อท้วงติงที่เป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลของผมเอง คือ มันใหญ่ไปหรือเปล่า ฮือ ผมก็ตั้งคำถามนี้อยู่เหมือนกันครับ และก็รู้สึกว่าใหญ่เหมือนกัน จากโครงการแรกที่นำเสนอแล้วก็ปรับแก้ไปแก้มา ดูเหมือนมันจะใหญ่จนกลัวว่า แก่นหลักสำคัญของการศึกษาจะถูกลดค่าไป แต่การปรับเปลี่ยนหัวข้อคงต้องเอาไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน
เสร็จจากเรียนก็กลับบ้านครับ พร้อมกับคิดงานว่า พรุ่งนี้อยากจะทำเอกสารสำหรับการไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ใหม่ คิดไว้เสร็จสรรพครับ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า เนื่องจากอาการไข้หวัดดูจะหนักมากขึ้น ปวดหัว เมื่อยไปทั้งตัวเลยครับ และสุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานอะไรเพิ่มเมื่อคืน แต่ไม่ใช่เพราะไข้หวัด แต่เป็นเพราะอิลฮามไม่ยอมเข้านอน บอกว่าจะนอนกับอาบีย์ ผมเลยต้องเข้าไปนอนเป็นเพื่อนลูกครับ แล้วก็หลับไปพร้อมๆ กันตื่นมาอีกทีก็ตีสี่ไปเรียบร้อยแล้ว ฮิฮิ แต่ก็ดีครับ รู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อได้พักผ่อนเต็มๆ วันนี้เลยลุกมาทำงานไหว แต่ครั้นจะหยิบงานที่เตรียมจะทำเมื่อคืนมานั่งทำ รู้สึกขี้เกียจยังงัยไม่รู้ครับ และเมื่อโทรศัพท์ไปย้ำเวลานัดกับอาจารย์ ปรากฏว่า อาจารย์ติดภารกิจ เปลี่ยนเป็นเจอกันวันจันทร์แทน ฮือ ดีครับ ยังมีเวลาปรับปรุงงานอีกหลายวัน ฮิฮิ ทำท่าว่าจำเป็นต้องขยันสักหน่อย
เมื่อวานมานั่งที่สาขาวิชา ทั้งรักษาการคณบดีทั้งรองคณบดีมาบ่นงานให้ฟัง ผมก็เคยบอกไปตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องครับว่า เรื่องหลักสูตรไม่ควรทำแบบรีบด่วน มันต้องเป็นไปตามขั้นตอน ที่สำคัญมันต้องกรองกันหลายๆ รอบ อยู่ๆ เข้าสภาโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการอย่างผม (ในอดีต) ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามันเลยได้อย่างไร แล้วสุดท้ายต้องมาแก้ไข ซึ่งยากกว่าเดิมครับ เพราะมีคนเข้ามาเกี่ยวเพิ่มขึ้น
ท่านคณบดีส่งงานผมอีกสองเรื่องครับ ผมดูงานแล้วตอบรับลำบากครับ แต่ก็ต้องรับ(ไว้บางส่วน) แต่บอกท่านไปว่า รองคนใหม่ของท่านนะทำงานมามากกว่าผมอีก รู้เกือบทุกเรื่องที่ผมทำไป แค่ท่านต้องให้ความไว้วางใจมากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่มีอะไรก็นึกถึงผมก่อน เพราะตอนนี้ผมไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนก่อนแล้ว ที่สำคัญ เวลาก็มีจำกัดด้วย
คุยกับทั้งสองท่านเรื่องของเวลาประชุมวิชาการของคณะ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเห็นเหมือนกันคือ ต้องเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนจากครั้งที่ผ่านมา นั่นหมายถึงมันต้องเป็นนานาชาติ ติดอยู่เรื่องงบประมาณครับ ซึ่งผมก็คิดเหมือนคณบดีว่า มันไม่ใช่ปัญหา แต่คนทำงานอย่างรองคณบดียังไม่ค่อยมั่นใจ
อย่างที่เคยบอกละครับว่า ที่ลาออกมาจากตำแหน่งบริหารก็เพื่อให้เวลาทำงานกับตัวเองบ้าง ขืนตอนนี้ผมยังไปยุ่งกับงานกลุ่มนี้อยู่ ไม่รู้เมื่อไร ดินที่พอกหางอยู่จะหลุดไปสักที (โอ้ยเปรียบเทียบผิดประเภทหรือเปล่าเนี๊ยะ)
อาการที่อาจารย์เป็นอยู่ อยากจะบอกว่าผมก็เป็นครับ "สนิมเกาะกินความคิด" อยากจะขยันแต่มันก็ขยันไม่ออก บางครั้งนั่งเปิดคอมจะพิมพ์งานสุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร เป็นบ่อยมากครับช่วงนี้
ขอบคุณครับอาจารย์เสียงเล็กๆ
ฮิฮิ คอเดียวกัน