ผมได้รับ อี-เมล์ ต่อไปนี้
กราบเรียน อาจารย์คุณหมอวิจารณ์ ที่เคารพ
ดิฉัน ดวงพร คำนูณวัฒน์ เป็นอาจารย์อยู่ที่สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเรียนสัมภาษณ์อาจารย์เพื่อการสังเคราะห์ความรู้ สำหรับการยกร่างธรรมนูญสุขภาพ ในประเด็น ๙ การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ และประเด็น ๑๐ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ๒๕๕๐
จากการติดตามความคิดเห็นของอาจารย์ ทั้งจากการฟังในงานประชุมวิชาการต่างๆ และการสัมภาษณ์ครั้งนั้น เห็นว่าอาจารย์มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการสื่อสาร จึงจะขอเรียนปรึกษาอาจารย์ ดังนี้ค่ะ ขณะนี้ ดิฉันทำงานวิจัยร่วมกับแผนงานวิจัยและพัฒนาระบบสื่อสารสุขภาพสู่ประชาชน(รสส.) ขึ้นกับ สวรส. มีอาจารย์โคทมเป็นประธานแผนงาน ทำงานร่วมกันมากว่า ๓ ปี มีผลงานสื่อสารสุขภาพออกมาในลักษณะต่างๆ ทั้งการสร้างงาน สร้างคน สร้างสื่อ และสร้างหลักสูตร
ดิฉันรับผิดชอบโครงการ สื่อสารสุขภาพท้องถิ่น ด้วยความเชื่อที่ว่า หากคนท้องถิ่นสามารถสื่อสารสุขภาพกันเองได้เนื้อหาและรูปแบบจะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพได้ พื้นที่ทำงานอยู่ที่จังหวัดแพร่และกาญจนบุรี ขณะนี้เกิดคนทำงานที่เรียกตนเองว่า นสส.(นักสื่อสารสุขภาพ) จำนวนหนึ่งที่มีความรู้และทักษะด้านการสื่อสารสุขภาพ มีจิตใจที่ต้องการทำงานเพื่อท้องถิ่น มีการรวมตัวกันเป็นชมรมฯทำงานเข้มแข็งมากค่ะ นอกจากนี้จากการถอดความรู้จากการดำเนินงาน สามารถสร้าง model การสื่อสารสุขภาพท้องถิ่น และมีการนำไปขยายผลในจังหวัดปัตตานี และเชียงใหม่(กลุ่มไทใหญ่) รวมทั้งอีกหลายพื้นที่มีความสนใจที่จะนำแนวคิดและmodel นี้ไปใช้
ในช่วงเช้าของวันพฤหัสที่ ๒๕ ธันวาคม ศกนี้ สวรส. จะจัดการพูดคุยเพื่อร่วมกันหาแนวทางในการทำงานให้เกิดประโยชน์มากขึ้นไปอีก โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ทราบว่าอาจารย์จะสนใจและกรุณาเข้าร่วมงานนี้หรือไม่คะ หากอาจารย์สามารถเข้าร่วมได้ทาง สวรส.จะมีหนังสือเรียนเชิญอาจารย์อย่างเป็นทางการต่อไปค่ะ
เรียนฝากอาจารย์พิจารณาด้วยนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
ดวงพร คำนูณวัฒน์
ผมติดประชุมอื่น เข้าร่วมประชุมที่ อ. ดวงพร ชวนไม่ได้ แต่ก็อยากมีส่วนให้ความเห็น จึงถือโอกาสเอาเรื่องการสื่อสารเพื่อสุขภาพมาตีความตามแนวคิดแบบ KM เพื่อ ลปรร. ทำความเข้าใจ KM เชิงลึก โดยที่ไม่แน่ใจว่าการตีความของผมจะถูกต้อง
ความรู้เพื่อสุขภาพส่วนใหญ่เป็น tacit knowledge (เดาว่า ๘๐%) แต่เวลานี้เรายังไม่ได้นำเอา tacit knowledge เหล่านี้มาต่อยอดขยายผล และ externalize เป็น explicit knowledge อย่างเพียงพอ เรายังติดกรอบความคิดที่ให้ความสำคัญเฉพาะ explicit knowledge เครื่องมือช่วยแก้จุดอ่อนนี้อย่างหนึ่งคือ การสื่อสารเพื่อสุขภาพ
โดยต้องเป็นการสื่อสารที่แสดงความเคารพและเห็นคุณค่าของ tacit knowledge ต้องเน้นการสื่อสารหลายทาง เน้นแนวระนาบ ไม่ใช่เน้นแนวดิ่ง ที่สำคัญควรพัฒนาวิธีใช้ media 2.0 คือพัฒนาวิธีการและแนวความคิดให้ผู้มี tacit knowledge เป็นผู้สื่อสารประสบการณ์ของตนออกไป
โดยวิธีการแบบนี้ การสื่อสารเพื่อสุขภาพจะไม่ใช่แค่สร้างคุณูปการแก่สังคมด้านสุขภาวะเท่านั้น แต่จะช่วยส้างความเข้มแข็งของประชาธิปไตยด้วย เพราะการสื่อสารแบบ media 2.0 คือเครื่องมืออย่างหนึ่งของประชาธิปไตย
การสื่อสารแนวนี้ เน้น ลปรร. ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ธ.ค. ๕๑
มาเรียนรู้ค่ะ ขอบคุณค่ะ