ระหว่างนั่งเขียนพิสูจน์อักษรและลักษณะของโครงการวิจัยเรื่อง ความสำนึกทางจริยธรรมและการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพคณาจารย์ฯ อยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นไปสู่เรื่องราวเมื่อตอนค่ำ ผมไปงานแต่งงานของเพื่อนร่วมงาน แต่ก็ต้องกลับก่อน มีหลายเรื่องให้ต้องมานั่งคิด ผนวกกับวันก่อนโน้นไปงานแต่งงานเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีข้อแตกต่างกัน โดยที่งานก่อนโน้นจัดที่ โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายตามใบแจ้งที่วางบนโต๊ะของเจ้าหน้าที่ ผู้จัดงานเสียค่าใช้จ่ายไม่ถึง ๕ หมื่นบาท การเลี้ยงอาหารก็ตักกินตามใจชอบ ทุกอย่างดูราบเรียบ อย่างไรก็ตาม หากเราได้ไปในงานแต่งงานหลายงาน บางงานมีพิธีรดน้ำสังข์ บางงานไม่มี ส่วนงานวันนี้ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีการรดน้ำสังข์หรือไม่

  ทันทีที่คิดเรื่องน้ำ เคยอ่านหัวข้องานวิจัยเรื่องหนึ่ง ประมาณว่า น้ำในพิธีกรรมทางศาสนา หรือ น้ำกับความเชื่อ..อะไรสักอย่าง ทำให้เห็นว่า น้ำ มีคุณค่ามากทีเดียว คงไม่ใช่น้ำดื่มและน้ำใช้เท่านั้น น้ำที่กลั่นออกมาจากใจกลายเป็นวาจาและกิริยา ยิ่งประมาณค่าไม่ได้ทีเดียว

  เมื่อพิจารณาถึงงานแต่งงาน ในกรณีที่มีการรดน้ำสังข์ เราจะเห็นคู่บ่าวสาวนั่งเคียงคู่ มีสายมงคลคล้องคอ (ขอบอกสายมงคลที่ใช้ในงานอวมงคลเช่นงานศพกับสายมงคลในงานมงคลเช่นงานแต่งงานนั้น หากนับเส้นด้ายที่รวมกันเป็นสายมงคลนั้น มีจำนวนที่แตกต่างกัน ..... ทำไมหรือ คำตอบคือ ตอบไปอย่างไรก็ไม่บรรลุธรรม (แล้วตั้งปัญหามาทำไม อย่างนี้กวนกันนี่ :-)) เราต่อแถวรับสังข์ขลิบทองบรรจุน้ำ และรดลงที่มือของคู่บ่าวสาวทีละคน พร้อมกับคำอวยพร โดยมากคือความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ความสุขในชีวิตครอบครัว แต่เมื่อหวนคิดถึงน้ำซึ่งรดในงานศพ ก็เป็นการต่อแถวเหมือนกัน จากนั้นเราจึงรดไปที่มือซึ่งไม่ใช่การทำกระพุ่มมือแล้ว หากแต่มือที่ซีด นิ่งงัน ค่อนข้างจะกางออก เจ้าของมือไม่สามารถจะบังคับมือของตนได้อีกแล้ว คนแล้วคนเล่าที่เข้าไปรดน้ำศพ ส่วนคำที่เปล่งหรือถูกสอนให้คิดในใจคือ การขอขมา การแผ่เมตตาจิต

  เมื่อผมเห็นงานแต่งงานและเห็นการรดน้ำสังข์ ภาพการรดน้ำศพจะผุดขึ้นมาเทียบเคียง แต่เมื่อไปงานศพและเห็นการรดน้ำศพ ก็จะเห็นภาพการรดน้ำสังข์....น้ำ มีความสำคัญต่อชีวิตจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย หรือแม้แต่ตายไปหลายปีแล้ว น้ำก็ยังเป็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย.....

  ขอขอบคุณครับ