ในระดับปริญญาตรี การเรียนการสอนของสาขาผม (Educational Technology and Communication)
- ส่วนหนึ่งสนับสนุนให้เรามีบทบาทเป็น End User หรือ ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ “เทคโนโลยีการศึกษา”
ที่เป็นสายสนับสนุนการเรียนการสอน
- อีกส่วนหนึ่งสนับสนุนให้เราเป็นผู้ริเริ่ม นำความรู้จากการเป็น End User ไปออกแบบหรือสร้างงานได้เอง
- ส่วนสุดท้าย สนับสนุนให้เป็นนักวิจัย สร้างความรู้ใหม่ แต่เสียดาย ในมิตินี้ แม้จะมีความพยายามจากภาควิชา
แต่ในความรู้สึกผม สำหรับการเรียนการสอนนั้นคงมีชัดเจน แต่ในแววตาของเพื่อนร่วมห้อง
การฝ่าฟันมาจนถึงปี 4 เทอม 1 คงทำให้เรี่ยวแรงอ่อนล้าเต็มที แม้ในที่สุด หลายคนจะผ่านมาได้
แต่ไม่ทุกคน...
รับปริญญาแล้วก็คุยกันถึงความก้าวหน้าของชีวิต บางคนเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ที่ทุกท่าน
สามารถหาซื้อมาอ่านได้จากทุกแผงหนังสือทั่วประเทศ บางคนก็ทำงานในองค์กรสื่อชั้นนำ
คนที่ไม่คิดว่าจะรอดก็กลับมีเงินเดือนที่สูงกว่าคนส่วนใหญ่ของรุ่น บางคนก็ยังไม่มีงาน บางคนก็ยังเรียนไม่จบ
แต่ทุกชีวิตก็ต้องเป็นไป เป็นกลไกหนึ่งของสังคม
หลายๆ คน มีแผนจะเรียนต่อ แต่ผมเรียนต่อแล้ว ชีวิตหลังเรียนต่อก็เป็นอะไรบางอย่างที่ผมรอคอย
การศึกษาในระดับปริญญาโท ทำให้ผมได้ค้นพบความท้าทายใหม่ๆ องค์ความรู้ใหม่ ความเข้มของงาน
และคู่แข่งที่น่าเผชิญ ชีวิตการทำงานก็เป็นอะไรบางอย่างที่ต้องเรียนรู้ ทักษะทางสังคมก็เป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้
(อีกมาก) เช่นกัน
จำได้ว่า เมื่ออดีต ครั้งฝึกงานเสร็จ ศึกษาศาสตร์ มน. นำโดยท่านรองศาสตราจารย์เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย ได้จัดกิจกรรมสกัดแก่นความรู้ของนิสิตฝึกงาน ครั้งนั้นในระดับคณะคงได้อะไรไปเยอะ และคิดว่าองค์ความรู้นั้นคงส่งไปถึง ภาควิชา รวมไปถึงนิสิตรุ่นน้อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เข้าท่าและมีประโยชน์
บัณฑิตกลับมารับปริญญา ผมก็คิดอีกว่าตรงนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่สำคัญ ในการสกัดความรู้จากบัณฑิตว่า จบออกไปแล้ว เผชิญกับอะไรบ้าง มีวิธีบริหารจัดการชีวิตอย่างไร Tacit Knowledge ที่สั่งสมอยู่ในประสบการณ์เป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ เพราะถึงวันรับปริญญาผมเชื่อว่าบัณฑิตทุกคนต้องได้ไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่มาพอสมควร การพบปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์ ต่างคนก็ต่างไป แล้วต่างคนก็ต่างกลับมา
เรื่องราวหลายหลากมากมายที่เก็บอยู่ในประสบการณ์ของบัณฑิต ถึงไม่มาก แต่ผมคิดว่ามันคงมีความหมายกับรุ่นน้องที่ผมเชื่อว่า เค้าก็คงอยากรู้ว่าโลกของการใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร มีข้อควรปฏิบัติหรือควรระวังอย่างไร การหางานทำ การสอบเข้าทำงาน ข้อคำถามที่โดนสัมภาษย์ คู่แข่งจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ การเรียกเงินเดือนควรเรียกเท่าไหร่ดี ที่ไหนน่าไปทำ ที่ไหนไม่น่าไป
ผมพึ่งกลับมาจากงานโสตฯ เทคโนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๒๓ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นเจ้าภาพ ได้ดูทิศทางงานวิจัยของหลายๆ มหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนใหญ่ฐานของงานวิจัยล้วนเป็นฐานของ KnowledgeBase Economy & Society การจัดการความรู้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งครับ ที่หลายๆ สถาบันนำมาใช้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผมยืนยันได้ว่ามีบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย แล้วก็ทราบดีครับว่าการที่บัณฑิตกลับไปรับปริญญานั้น เรื่องใหญ่ก็คงเป็นการซักซ้อมในพระราชพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แต่ผมก็เชื่ออีกครับว่า ด้วยบุคลากรที่มีความสามารถของคณะ หากจะทำ คงคิดหาจังหวะความเหมาะสม ทั้งเรื่องของวิธีการ เวลา และสถานที่ เพื่อสกัดความรู้จากบัณฑิตได้
ความดี ความชั่ว ความปกติ ความเป็นไปในสังคม เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาไม่สามารถอบรมบ่มเพาะให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกวันได้ แต่หากกระบวนการที่กล่าวมา มีโอกาสได้เกิดขึ้น ผมคิดว่า จะเป็นผลดีต่อทั้งนิสิตรุ่นน้อง และผู้สนใจนะครับ อาจเป็นไปได้ทั้งทั้งในด้านข้อมูลในการเตรียมตัวออกไปทำงานของนิสิตจบใหม่รวมถึงสามารถใช้เป็นข้อมูลในการสร้างผลงานทางวิชาการ
-- เสนอเฉยๆ ครับ พอดีเห็นโอกาส --

มาทักทาย เพื่อนร่วมสาขา ต่างสถาบันค่ะ
จบศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการศึกษาเหมือนกันค่ะ
เห็นบันทึกนี้น่าสนใจดี จึงเข้ามาอ่าน
ขอบคุณครับ แล้วก็ยินดีที่รู้จัก
ดีค่ะ
แค่คิดๆดู ก็เห็นว่าดี แล้ว
ถ้าหากมันเกิดขึ้นได้ คงเป็นประโยชน์มาก
และคงเกิดขึ้นกับ ในหลายสถาบันการศึกษาบ้างแล้วนะคะ คิดว่า คิดว่า
ฮิๆ
มีพิสูจน์อักษรส่วนตัว ใช้ให้เกิดประโยชน์นะคะ
พิมพ์ผิดด้วย เหอๆ "สัมภาษณ์" ไม่ใช่ "สัมภาษย์"
งิๆ
ขอบคุณครับทุกท่าน
ดีมาก
ขอบคุณครับพี่ ปทุมารียา ธัมมราชิกา
หวังว่าจะได้ ลปรร กันอีก
...
ขอบคุณครับพี่เต้ย ไม่มางานโสตฯ เทคโน เลยนะ เจอแต่พี่จิ๊บ
แวะมาทักเพื่อนร่วมสถาบัน