ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์เยอะนะ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

 

                         การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพนั้น  มักมีการใช้ทฤษฎีหลักการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาทฤษฎีหลักการเหล่านั้น  จึงมีความสำคัญและมีผลต่อการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                         1.   ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์

                                เพียเจต์  (ทิศนา  แขมมณี, 2545 : 64)  ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร   เขาอธิบายว่า  การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาเขาเชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ 4 ขั้น  โดยแต่ละขั้นแตกต่างกันตามกันในกลุ่มคน  และอายุที่กลุ่มคนเข้าสู่แต่ละขั้นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม  ลำดับขั้นทั้งสี่ของเพียเจต์มีสาระสรุปได้ดังนี้

                                1.1   พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ ตามลำดับขั้น  คือ

                                         1.1.1   ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส  เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 0 – 2 ปี  ความคิดของเด็กวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ  เด็กยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและยังไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น

                                         1.1.2   ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด  เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 2 – 7 ปี  ความคิดของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้เหตุผลอย่างลึกซึ้ง  แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้  การใช้ภาษาแบ่งเป็นขั้นย่อย ๆ 2 ขั้น คือ  ขั้นก่อนเกิดความคิดรวบยอด  เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 2 – 4 ปี  และขั้นการคิดด้วยความเข้าใจของตนเอง  เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 4 – 7 ปี

                                         1.1.3   ขั้นการคิดแบบรูปธรรม  เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 7 – 11 ปี  เป็นขั้นที่การคิดของเด็กไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น  เด็กสามารถสร้างภาพในใจและสามารถคิดย้อนกลับได้  และมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลขและสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

                                         1.1.4   ขั้นการคิดแบบนามธรรม  เป็นขั้นการพัฒนาในช่วงอายุ 11 – 15 ปี  เด็กสามารถคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้  และสามารถคิดตั้งสมมติฐานและใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้

                                ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ทั้ง 4 ขั้น  มีประโยชน์ต่อการศึกษามาก  เนื่องจากกล่าวถึงข้อเท็จจริงว่า  วิธีคิด  ภาษา  ปฏิกิริยาและพฤติกรรมของเด็กแตกต่างจากของผู้ใหญ่  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ  ดังนั้น การจัดการศึกษาให้เด็กจึงต้องมีรูปแบบที่แตกต่างจากของผู้ใหญ่  และสิ่งที่มีความหมายมากที่นักการศึกษาได้รับจากงานของเพียเจต์  คือ  แนวคิดที่ว่าเด็กที่มีอายุน้อย ๆ จะเรียนได้ดีที่สุดจากกิจกรรมที่ใช้สื่อรูปธรรม  (อัมพร  ม้าคะนอง, 2546 : 1)  หากแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในห้องเรียน  ผู้สอนจะต้องเป็นผู้จัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้และแนะนำผู้เรียนมากกว่าเป็นผู้สอนโดยตรง  ตามทฤษฎีของเพียเจต์  เมื่อเด็กโตขึ้นและเข้าสู่ลำดับขั้นที่สูงกว่า  เด็กจะต้องการการเรียนรู้จากกิจกรรมลดลง  เนื่องจากพัฒนาการของสติปัญญาที่ซับซ้อนและทันสมัยขึ้น  แต่มิได้หมายความว่าเด็กจะไม่ต้องการทำกิจกรรมเลย  การเรียนรู้โดยการทำกิจกรรมยังคงอยู่ในทุกลำดับขั้นของการพัฒนา  นอกจากนี้เพียเจต์ยังเน้นว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาสติปัญญา  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ  การให้ผู้เรียนได้คิด  พูดอภิปราย  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  และประเมินความคิดของตนเองและผู้อื่นจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น  เพียเจต์เรียกกระบวนการนี้ว่า  การกระจายความคิด  ซึ่งเป็นความสามารถของเด็กที่จะต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามลำดับขั้น  เพื่อพิจารณาสิ่งต่าง   จากมุมมองของผู้อื่น  ซึ่งประเด็นนี้  การศึกษาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถของการเรียนรู้ของผู้เรียน

                   1.2   ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่

                                1.3  กระบวนการทางสติปัญญามี  3  ลักษณะคือ  การซึมซับหรือการดูดซึมเป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์  เรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป  การปรับและจัดระบบเป็นกระบวนการทางสมองในการปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตนสามารถเข้าใจได้เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น  การเกิดความสมดุลเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ  หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น  หากบุคคลไม่สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น   ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล

                         2.   ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์

                                ดีนส์  เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในประเทศออสเตรเลีย  อังกฤษ  แคนนาดา  และสหรัฐอเมริกา  ดีนส์มีความสนใจในทฤษฎีพัฒนาการของเพียเจต์  และได้เสนอแนวคิดว่า  การสอนคณิตศาสตร์ควรเน้นให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่ครูจัดขึ้นให้มากที่สุด   ยิ่งกิจกรรมเพิ่มขึ้นเท่าใดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น  และดีนส์เห็นว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสอนคณิตศาสตร์มีหลายองค์ประกอบ (สมทรง  สุวพานิช, 2546) ดังนี้  1) ลำดับขั้นการสอน  เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสอน    2) การแสดงความคิด  ต้องใช้หลายวิธีและหลาย    รูปแบบเพื่อให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอด   3) การทำให้เกิดความคิดได้  จะต้องให้อยู่ในรูปต่อไปนี้ตามลำดับ   4) ความพร้อมทางวุฒิภาวะ  สุขภาพ  ประสบการณ์เดิม  ความสนใจ  ความถนัด  เวลา  เหตุการณ์  สถานที่  บรรยากาศ  และสมาธิ   5) การได้มีโอกาสฝึกฝนบ่อย ๆ    6) การเสริมแรงที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นทางวาจาหรือท่าทาง   7) การรู้จักใช้วิธีการและสื่อการเรียนที่เหมาะสมและคุ้มค่า

                                แนวคิดของดีนส์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  ซึ่งมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับของเพียเจต์  เช่น  การให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทและกระตือรือร้นในกระบวนการเรียนรู้  ทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์  ประกอบด้วยกฎหรือหลัก   4  ข้อ(อัมพร   ม้าคะนอง, 2546 : 2)  ดังนี้

                                2.1  กฎของภาวะสมดุล  (the  dynamic  principle) กฎนี้กล่าวไว้ว่า  ความเข้าใจที่แท้จริงในมโนทัศน์ใหม่นั้นเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน  3  ขั้น  คือ

                                         ขั้นที่หนึ่ง    เป็นขั้นพื้นฐานที่ผู้เรียนประสมกับมโนทัศน์ในรูปแบบที่ไม่มีโครงสร้างใด ๆ  เช่น  การที่เด็กเรียนรู้จากของเล่นชิ้นใหม่โดยการเล่นของเล่นนั้น

                                         ขั้นที่สอง    เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้พบกับกิจกรรมที่มีโครงสร้างมากขึ้น  ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของมโนทัศน์ที่ผู้เรียนจะได้เรียน

                                         ขั้นที่สาม    เป็นขั้นที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ที่จะเห็นได้ถึงการนำมโนทัศน์เหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน

                                         ขั้นตอนทั้งสามเป็นกระบวนการที่ดีนส์เรียกว่า  วัฏจักรการเรียนรู้ (learning  cycle) ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กจะต้องประสบในการเรียนรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ ๆ

                                2.2  กฎความหลากหลายของการรับรู้ (the  perceptual  variability  principle)  กฎนี้เสนอแนะว่าการเรียนรู้มโนทัศน์จะมีประสิทธิภาพดีเมื่อผู้เรียนมีโอกาสรับรู้มโนทัศน์เดียวกันในหลาย  ๆ รูปแบบ  ผ่านบริบททางกายภาพ  นั้นคือ  การจัดสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่หลากหลายให้ผู้เรียนเพื่อให้เข้าใจโครงสร้างทางมโนทัศน์เดียวกันนั้นจะช่วยในการได้มาซึ่งมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี

                                2.3  กฎความหลากหลายทางคณิตศาสตร์ (the  mathematical  variability  principle) กฎข้อนี้กล่าวว่า  การอ้างอิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หรือการนำมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ไปใช้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าตัวแปรที่ไม่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์นั้นเปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบในขณะที่คงไว้ซึ่งตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์นั้น   เช่น  การสอนมโนทัศน์ของรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน  ตัวแปรที่ควรเปลี่ยนไป  คือ  ขนาดของมุม  ความยาวของด้าน  แต่สิ่งที่ควรคงไว้  คือ  ลักษณะสำคัญของรูปสี่เหลียมด้านขนานที่ต้องมีด้านสี่ด้าน  และด้านตรงข้ามขนานกัน

                                2.4  กฎการสร้าง (the  constructivist  principle) กฎข้อนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ว่า  ผู้เรียนควรได้พัฒนามโนทัศน์จากประสบการณ์ในการสร้างความรู้เพื่อก่อให้เกิดความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญและมั่นคงและจากพื้นฐานเหล่านี้  จะนำไปสู่การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ต่อไป  กฎข้อนี้เสนอแนะให้ผู้สอนจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม  เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ทางคณิตศาสตร์จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้น  และสามารถวิเคราะห์สิ่งที่สร้างนั้นต่อไปได้

                         3.  ทฤษฎีการเรียนการสอนของบรูเนอร์

                                ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  โดยกล่าวถึงการเรียนการสอนที่ดีว่า  ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ  4  ประการ  คือ  โครงสร้างของเนื้อหาสาระความพร้อมที่จะเรียนรู้    การหยั่งรู้โดยการคะเนจากประสบการณ์อย่างมีหลักเกณฑ์และแรงจูงใจที่จะเรียนเนื้อหาใด       บรูเนอร์ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างผลลัพธ์กับกระบวนการเรียนการสอน  บรูเนอร์  เชื่อว่า  มนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตนเอง    แนวคิดที่สำคัญ     ของ บรูเนอร์     (ทิศนา  แขมมณี, 2545 : 66) มีดังนี้     1)   การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก  มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก    2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียนและสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ   3) การคิดแบบหยั่งรู้  เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้   4) แรงจูงใจภายใน  เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้    5)  การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด    หรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง   ได้อย่างเหมาะสม   6) การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุดคือการให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนด้วยตนเอง

                                นอกจากนี้  บรูเนอร์ยังให้แนวความคิดว่า   มนุษย์สามารถเรียนหรือคิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้   3  ระดับ  (อัมพร  ม้าคะนอง, 2546 : 3) ดังนี้

                                3.1  ที่มีประสบการณ์ตรงและสัมผัสได้  เช่น  ผู้เรียนรวมของ  4  ชิ้น  กับ  ของ  5  ชิ้น   เพื่อเป็นของ   9  ชิ้น  ซึ่งเป็นการสัมผัสกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม

                                3.2  ระดับของการใช้ภาพเป็นสื่อในการมองเห็น  เช่น  การใช้รูปภาพ  ไดอะแกรม  ฟิล์ม  ที่เป็นสื่อทางสายตา   ตัวอย่างการเรียนรู้ระดับนี้  เช่น  ผู้เรียนดูภาพรถ   4  คัน   ในภาพแรก   ดูภาพรถ   5  คัน  ในภาพที่สอง   และดูภาพรถรวม  9  คัน  ในภาพที่สามซึ่งเป็นภาพรวมของรถในภาพที่หนึ่งและภาพที่สอง  รถ  9  คันนี้เกิดจากการที่ผู้สอนวางแผนให้ผู้เรียนเรียนรู้  มิใช่เกิดจากตัวของผู้เรียนเอง

                                3.3  ระดับของการสร้างความสัมพันธ์และใช้สัญลักษณ์  ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถเขียนสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เห็นในระดับที่สอง  หรือสิ่งที่สัมผัสในระดับที่หนึ่งได้  เช่น  การเขียน  5 + 4 = 9  เป็นสัญลักษณ์แทนภาพในระดับที่  2

                                แนวคิดของบรูเนอร์ปรากฏอยู่ในผลงานของเลช  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามของโมเดลของเลช  เลชใช้แนวคิดข้างต้นของบรูเนอร์ในการสร้างโมเดลที่แสดงว่าผู้เรียนสามารถใช้วิธีแสดงความคิดทางคณิตศาสตร์ได้ในหลาย  ๆ รูปแบบ  เช่น  จากความรู้ที่เกิดจากการใช้สื่อรูปธรรมสามารถแสดงความรู้นั้นในรูปของรูปภาพ   ภาษาเขียน  ภาษาพูด  และสถานการณ์จริงได้  โมเดลนี้ทำให้เกิดการพัฒนาด้านอื่น    ที่ผู้สอนควรคำนึงถึง  เช่น  การให้ผู้เรียนได้พูดและได้เขียนมากขึ้น  การได้พูดและเขียนเป็นการเปลี่ยนวิธีแสดงความคิดที่สะท้อนถึงความเข้าใจของผู้เรียน  ตามโมเดลที่เลชได้เสนอนั้น  ผู้สอนสามารถประเมินความเข้าใจของผู้เรียนได้จากการดูว่า  ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนความเข้าใจจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งได้หรือไม่  เช่น  ถ้าผู้เรียนสามารถเขียนสิ่งที่ตนอธิบายให้เพื่อนฟังเป็นภาษาเขียนได้  แสดงว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในสิ่งที่พูด  เนื่องจากสามารถเปลี่ยนจากภาษาพูดเป็นภาษาเขียน  โมเดลการแปลงของเลชมีรายละเอียดตามภาพ  1 (อัมพร  ม้าคะนอง, 2546 : 4)

 

 

 

 

รูปภาพ

ภาษาพูด

 


                       

                                        

 

สื่อ

ภาษาเขียน

                         &n