คลังหวั่นเศรษฐกิจทรุด-เงินฝืด ติงรัฐบาลระวังกระสุนหมด

คลังหวั่นเศรษฐกิจทรุด-เงินฝืด ติงรัฐบาลระวังกระสุนหมด อยู่เฉย ๆ หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดาน 50% "พงษ์ภาณุ" เตือนรัฐบาลชุดใหม่อย่ามือเติบ เหลือวงเงินกู้การกระตุ้นแค่ 2.8 แสนล้านบาท ส่วนนักวิชาการ-นายแบงก์ คาดแบงก์ชาติกดดอกเบี้ยนโยบายปีหน้าต้องลดอีก 0.5-1% แม้ไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจแต่ช่วยลดภาระต้นทุน ด้าน"ไทยพาณิชย์" ขานรับ ประกาศลดดอกเบี้ยฝากและกู้ทันที 0.5% มีผล 8 ธ.ค.นี้ คาดแบงก์อื่นปรับตามแน่

จากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวเนื่องจากเครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับทุกตัวทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน ภาคการส่งออก เหลือเพียงมาตรการการคลังเพียงตัวเดียว เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 คณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงแรงถึง 1% มาอยู่ที่ 2.75% แต่ตลาดมองว่าการประชุม กนง. ครั้งหน้า 14 ม.ค.2552 คาดกันว่า กนง.น่าจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกเพื่อประคองเศรษฐกิจต่อ ขณะที่นโยบายการคลังเริ่มถูกจับตามองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า หลังจากที่ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% จะช่วยลดต้นทุนในการบริหารหนี้ของภาครัฐ ตัวเลขล่าสุดนี้ ณ วันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยตั๋วเงินคลังอยู่ที่ 2.6-2.7% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.261% และมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ สบน.เป็นห่วงคือการชะลอตัวเศรษฐกิจปีหน้า อาจจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีเพิ่มขึ้นจนเต็มเพดานที่ก่อหนี้ได้สูงสุดไม่เกิน 50% ของจีดีพี

ขณะนี้ สบน.ได้มีการปรับปรุงสมมุติฐานในการทำประมาณการยอดหนี้สาธารณะใหม่ โดยปรับลดจีดีพีปี2552 จาก 5.5% เหลือ 3%, อัตราเงินเฟ้อเดิม 3.5% ปรับลงเหลือ 2% ภายใต้สมมติฐานนี้คาดว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพี ณ 30 กันยายน 2552 อยู่ที่ระดับ 40%  "หากเศรษฐกิจปีหน้าไม่โตตามที่คาดการณ์ไว้เงินเฟ้อเป็น 0% หรือติดลบ เกิดภาวะเงินฝืด จะยิ่งทำให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนใกล้ชนเพดาน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "debt deflation" คืออยู่เฉย ๆ หนี้ก็พุ่ง ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ๆ ลูกหนี้ชอบ เพราะจ่ายดอกเบี้ยนิดเดียวเมื่อหักด้วยเงินเฟ้อ คนเก็บภาษีก็ชอบ เพราะเก็บภาษีได้เยอะ แต่พอเศรษฐกิจทรุด เงินเฟ้อ ติดลบ เก็บภาษีไม่ได้ หมายถึงรัฐบาลต้องกู้เงินเฟ้อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น  ผมไม่ได้คัดค้านนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ถ้าใช้มากเกินไป หนี้ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลควรระมัดระวังเพราะเม็ดเงินมีจำกัด ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด"

นายพงษ์ภาณุกล่าวต่อไปอีกว่า จากการ วิเคราะห์เครื่องมือที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้บรรเทาผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนข้างหน้านี้ (ม.ค.-ก.ย.2552) จะเหลือวงเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 280,000 ล้านบาทเท่านั้น หากรัฐบาลใช้ เม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเกินกว่านี้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย โดยการ
กู้เงินของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้
3 ทาง

1.         รัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณและ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กำหนดไว้ชัดเจนว่าในแต่ละปีงบฯ รัฐบาลจะกู้เงินมาชดเชยขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย

ในแต่ละปี รวมกับอีก 80% ของงบฯรายจ่ายเพื่อชำระต้นเงินกู้ ดังนั้นในปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลจะกู้เงินมาชดเชยขาดดุลได้สูงสุดที่ไม่เกิน 430,000 ล้านบาท ถ้าหากรัฐบาลออกพันธบัตรกู้เงินเกินกว่านี้จะผิดกฎหมาย 2 ฉบับ  ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ที่ 249,500 ล้านบาท รวมกับงบฯ กลางปีอีก 100,000 ล้านบาท เมื่อนำไปหักกับวงเงินขาดดุลสูงสุดตามกฎหมาย (430,000 ล้านบาท) จะเหลือเม็ดเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 80,000 ล้านบาทเท่านั้น และถ้าหากมีการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้หายไป 72,000 ล้านบาทในปีแรก ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเผื่อถึงกรณีเก็บภาษีไม่เข้าเป้าด้วย อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังได้

2.  การใช้นโยบายกึ่งการคลัง อย่างเช่น กรณีที่กระทรวงการคลังเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ 110,000 ล้านบาท ให้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งตามกฎหมายหนี้สาธารณะระบุว่า รัฐบาลจะค้ำประกันหนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจ หรือรัฐบาลออกไปกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อให้กับรัฐวิสาหกิจได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายในแต่ละปี ซึ่งปี 2552 รัฐบาลจะค้ำประกันหนี้ให้รัฐวิสาหกิจได้สูงสุดไม่เกิน 380,000 ล้านบาท  

ล่าสุด สบน.ได้มีการดำเนินการไปแล้ว 320,000 ล้านบาท จึงเหลือวงเงินอีก 60,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นการให้รัฐบาลจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ส่งออก และท่องเที่ยว จะมีวงเงินแค่ 60,000 ล้านบาท จะใช้เกินไม่ได้ และยังต้องกันวงเงินไว้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการบินไทยด้วย

3.  การนำเงินกู้จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในโครงการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำได้อีกไม่เกิน 10% วงเงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี เมื่อรวมงบฯกลางปี 2552 อีก 100,000 ล้านบาทแล้วในปี 2552 รัฐบาลจะกู้เงินจากต่างประเทศเข้าได้สูงสุดไม่เกิน 190,000 ล้านบาท  ล่าสุดธนาคารโลกได้อนุมัติเงินกู้ให้กับรัฐบาลไทยแล้ว 35,000 ล้านบาท เพื่อทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม-เขียวอ่อน  รถไฟรางคู่  โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและ จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ จึงเหลือวงเงินจะกู้เงินได้อีก 155,000 ล้านบาท

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปว่า มีโอกาสปรับลดลงได้อีกแต่คงไม่แรง เพราะการใช้นโยบายการเงินในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว และยังมีต้นทุนของการดำเนินนโยบายด้วย คือ ผู้ฝากเงินหากดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำมาก ไม่คุ้มกับการออม อาจมีการโยกเงินฝากจากตลาดเงินไปตลาดทุน โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ หรือลงทุนซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศที่ราคาตกต่ำมาก ดังนั้นหากไม่ระมัดระวังการใช้นโยบายดอกเบี้ยอาจเกิดปัญหาการออมตามมา "ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นโยบายการคลังจะมีบทบาทสำคัญมาก นโยบายการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บรรเทาเท่านั้น ดังนั้นการจะใช้นโยบายการเงินโดยลดอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงจึงต้องระวัง"ดร.สมภพกล่าวด้านนางสาวอุสราวิไลพิชญ์นักษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงเหลือ 2.25% ในกลางปีหน้า มาจากปัจจัยการเมืองที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 อาจจะปรับตัวลดลงเข้าใกล้ 0% หรือติดลบได้  เช่นเดียวกับ นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร คาดว่าแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าจะปรับตัวลดลงอีกประมาณ 0.5-1% ส่วนนายสมบัติ นาราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์
หลักทรัพย์ เห็นพ้องว่าดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะปรับลงแรงอีกประมาณ
0.5-1% จนทำให้อยู่ที่ 1.75% หรืออาจจะต่ำกว่านี้ก็ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชัดว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารจึงได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลง 0.5% ต่อปี เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนของลูกค้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี MLR อยู่ที่ 6.75% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย MOR อยู่ที่ 7% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยรายย่อย MRR อยู่ที่ 7.25% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทปรับลด 0.5-1.0% ต่อปี ทั้งหมดจะมีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธ.ค.เป็นต้นไป ส่วนเงินฝากดอกเบี้ยออมทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่นายณาศิส ประเสริฐสกุล ผู้ช่วย ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟาร์อีสท์คาดว่า หลังการลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.50% ของธนาคาร ไทยพาณิชย์แล้ว ธนาคารแห่งอื่นจะลดดอกเบี้ยตามในทันที คาดว่าปีหน้าจะมีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก 0.25% ด้านนางสาว อุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส มองตรงกันว่า ธนาคารทุกแห่งคงลดดอกเบี้ยตามธนาคารไทยพาณิชย์ ในอัตราที่เท่ากันในทันทีแน่

ประชาชาติธุรกิจ  ไทยโพสต์  โพสต์ทูเดย์  เดลินิวส์ 8 ธันวาคม 2551