คุณยายบอกว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจจากเรื่องจริงเลยว่า “ จะเชื่อถือเรื่องนั้นๆได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง”

จากการที่ผู้เขียนและลูกๆ ชอบไปยุ่งอยู่กับคุณยายในครัวเวลาท่านทำกับข้าว  มันทำให้เราได้หลายสิ่งหลายอย่างทีเดียว  นอกจากจะได้เคล็ดลับการทำอาหารแล้ว  ยังได้แง่คิดมุมมองต่างๆ  มีทั้งขำๆ ฮาๆ สมัยที่คุณยายยังเด็กๆ อีกด้วย    ซึ่งมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนและลูกๆได้ฟังที่ไรก็ขำทุกที  จนอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่ให้ท่านผู้อ่านได้สนุกด้วย

เรื่องก็มีอยู่ว่า  ในสมัยที่คุณยายเด็กๆ  คุณยายจะเป็นเด็กซนพอสมควร  ชอบไปว่ายน้ำเล่นกับเพื่อนๆ  เนื่องด้วยบ้านติดอยู่กับแม่น้ำ  วันหนึ่งขณะที่คุณยายกำลังว่ายน้ำเล่นกับเพื่อนๆ  พลันได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากเรือลำหนึ่ง  ซึ่งเรือลำนี้เป็นที่พำนักของครอบครัว ตาฟ้อย กับ ยายหวาน    โดย ตาฟ้อย เนี่ยะเป็นชายร่างเล็ก  ส่วน ยายหวานก็น้องๆราชินีช้าง  ทั้งสองอยู่กินกันมานานแล้ว   เสียงที่คุณยายกับเพื่อนๆได้ยินเป็นเสียงของตาฟ้อยว่า “ นี่อีหวาน...มึงต้องเจออย่างนี้..ยังใช่ไหม...เดี๋ยวเถอะมึง”  ไม่มีเสียงของยายหวานเล็ดลอดออกมาเลย...คุณยายเล่าว่า  มีแต่เสียงดังตุบตับๆ  เรือลำนั้นโคลงเคลงไปมา   รู้ได้เลยว่าเป็นการทะเลาะตบตีกันแน่ๆ    และยังคงมีแต่เสียงตาฟ้อยว่า “ ยัง...มึงยังไม่เข็ดใช่ไหม..อีหวาน..เดี๋ยวเจอดีอีกแน่มึง”  เสียงนั้นยังคงเป็นเสียงของตาฟ้อยเท่านั้น  คุณยายและเพื่อนๆคิดกันว่า  “ ตายแน่ ...ยายหวานตายคามือตาฟ้อยแน่...เอาไงดี”  ว่าแล้ว  ทั้งคุณยายและเพื่อนๆก็รีบว่ายน้ำไปแอบดูกันที่ข้างลำเรือ    แต่สิ่งที่ปรากฏกับตาของทุกคนในขณะนั้น คือ  ยายหวานขึ้นนั่งทับร่างของตาฟ้อย  พร้อมกับลงมือตุบตับๆ  ส่วนตาฟ้อยก็ไม่ได้สู้อะไร  ได้แต่พูดตะโกนอยู่อย่างนั้น

คุณยายบอกว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจจากเรื่องจริงเลยว่า “ จะเชื่อถือเรื่องนั้นๆได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง”