กระบวนการคิดของมนุษย์

 คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของมนุษย์คือ เป็น ผู้รู้คิดจากการรู้คิดนี้เองนำไปสู่กระบวนการคิด เริ่มจากการตีความ พิจารณา ไตร่ตรอง สิ่งที่ได้จากผัสสะ แล้วสรุปเป็นความรู้อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วเก็บสะสมความรู้นั้นไว้ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานหรือความรู้เดิมที่ใช้ในการ เปรียบเทียบและตัดสินใจ สรุปความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เด็กที่เข้าเรียนในชั้นเรียนเป็นครั้งแรกในชีวิต มีหญิงสาวตัวผอม ๆ คนหนึ่งเข้ามาอยู่หน้าห้องเรียนแล้วบอกว่าตัวเธอเป็นครู  แล้วก็สอนให้อ่านหนังสือ ประสบการณ์จากตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ผ่านกระบวนการคิดเกิดความเข้าใจ สรุปได้ว่าครูคือหญิงสาวตัวผอม ๆ ที่ทำหน้าที่สอนหนังสือ เรียกว่าเกิดจินตภาพ (image) ต่อมาเห็นชายแก่ทำหน้าที่สอนหนังสือและเรียกว่าครูเช่นกัน เป็นจินตภาพอีก 1 ครั้ง กระบวนการคิดจะทำงานเพิ่มเติมจากการตีความถึงลักษณะรูปร่าง กิจกรรม พิจารณาไตร่ตรองทบทวนและจะทำการเปรียบเทียบกับจินตภาพเดิม เห็นความเหมือนและแตกต่าง เกิดความเข้าใจว่าผู้เป็นครูนั้นอาจเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้        แต่ทำหน้าที่สอนหนังสือเหมือนกัน สรุปความรู้ใหม่ได้ว่า ครูคือผู้สอนหนังสือความรู้ใหม่ที่ได้จากการสรุปโดยการตีความพิจารณา ไตร่ตรองเปรียบเทียบกับหลาย ๆ จินตภาพที่ตนมีประสบการณ์นั้น เรียกว่า มโนภาพ (concept) ซึ่งเป็นความรู้ที่กินความหมายกว้างครอบคลุมทุก ๆ จินตภาพที่มีประสบการณ์และรวมไปถึงสมาชิกอื่น ๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ของมโนภาพนั้น ๆ ด้วย คือ กินความถึงครูที่เคยพบเห็นและครูคนอื่น ๆ           ที่ยังไม่ได้พบเห็น แต่ก็สรุปว่าครูทุกคนเป็นผู้สอนหนังสือหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความคิดที่อนุมานขึ้นมา

           กระบวนการคิดของมนุษย์มิได้หยุดเพียงการสร้างมโนภาพ      ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่กินความกว้างกว่าความรู้เดิมเท่านั้น แต่ยังเก็บความรู้นั้นเข้าไว้ในความทรงจำเพื่อใช้เป็นความรู้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับรู้ ความรู้ที่ถูกเก็บไว้นั้นจะกลายเป็นความรู้เดิมที่มีความหมายกินความกว้าง ๆ เมื่อมีการรับรู้ใหม่เข้ามา กระบวนการคิดของมนุษย์จะตีความพิจารณาไตร่ตรองเปรียบเทียบ  แล้วทำการอนุมานสรุปออกมาเป็นความรู้ที่เกิดจากการนำความรู้เดิมมาเป็นหลักฐานสนับสนุน เช่น ความรู้ที่ว่า ครูคือผู้สอนหนังสือ”    ที่ความทรงจำเก็บไว้เป็นความรู้เดิมที่ใช้เปรียบเทียบกับความรู้ใหม่ โดยได้รับการแนะนำให้รู้จักสตรีคนหนึ่งในร้านอาหารว่า คุณจิตราเป็นครู   กระบวนการความคิดจะนำความรู้ในความทรงจำเดิมว่า ครูคือผู้สอนหนังสือกับความรู้ว่า คุณจิตราเป็นครูทำการอนุมานสรุปออกมาเป็นความรู้ใหม่ว่าคุณจิตราเป็น ผู้สอนหนังสือ”   ความรู้ที่สรุปได้ครั้งนี้เป็นส่วนย่อยเฉพาะเรื่องคุณจิตรา รู้ได้โดยการคิดอนุมานนำความรู้เดิมมาสนับสนุนความรู้ใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์โดยการไปเห็นหรือได้ยินคุณจิตรากำลังสอนหนังสือเลย

           สรุปได้ว่ากระบวนการคิดของมนุษย์ เริ่มจากการตีความพิจารณาไตร่ตรอง ผัสสะที่ได้รับทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เกิดความเข้าใจในผัสสะนั้น   สรุปออกมาเป็นความรู้เฉพาะครั้ง แล้วนำความรู้หลายครั้งมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ สรุปออกมาเป็นความรู้ที่เป็นส่วนรวม ทั้งยังนำความรู้ที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำเพื่อนำมาคิดอนุมานใช้ในการสรุปหาความรู้ใหม่เพิ่มเติม โดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรง ๆ แต่อาศัยการคิดที่เกี่ยวเนื่องกันซึ่งจะเห็นได้จากสรุปหาความรู้ใหม่เพิ่มแต่ละครั้งจะต้องนำความรู้เดิมมาเป็นหลักฐานสนับสนุนเสมอ      ดังแสดงให้เห็นในภาพที่ 1

 

จิราภรณ์  ศิริทวี  (๒๕๔๐ : ๓-๔ ) ได้เสนอวิธีคิดที่ทำให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ดวยตนเองดังนี้

            ๑. กล้าคิด ( Risk  Taking) คือกล้าหาทางเลือกอื่น ๆ และเสนอออกมาไม่ว่าบังเกิดผลเช่นไรแก่ผู้เสนอก็ตาม แม้ความคิดนั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหรือกระทั่งล้มเหลว คนที่กล้าคิดก็ยังกล้าที่จะคิดและพร้อมที่จะเสี่ยงเสนอความคิด นักเรียนต้องฝึกความกล้าเสี่ยง  กล้าเดา  กล้าคิด กล้าเสนอและกล้าปกป้องความคิดของตนด้วยการใช้ทักษะการมีเหตุผลในบรรยากาสที่นักเรียนทุกคนสบายใจ คิดว่า  ผิดเป็นครู ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยเพราะไม่เคยคิด

            ๒. คิดคล่อง ( Fluency)   คือความสามารถคิดรวบยอด ( concept) หรือ ข้อคิดเห็น (ideas) เป็นปริมาณมาก ๆ ได้ ยิ่งคิดคล่องก็ยิ่งมีข้อคิดเห็นมาก เท่าไร โอกาสพบความคิดที่มีคุณภาพสูง เช่น การคิดเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครคิดก็จะมีมากขึ้น แม้การคิดคล่องจะเป็นเรื่องของปริมาณแต่ปริมาณจะนำมาซึ่งคุณภาพถ้ามีประสบการณ์มากขึ้น

            ๓. คิดกว้าง ( Flexibility) คือความสามารถในการคิดที่ไม่ติดอยู่ในกรอบหรือมุมมองเพียงมุมเดียว คนที่คิดกว้างจะมองเห็นกลยุทธ หรือทางแก้ไขปัญหาที่หลากหลายในการจัดการกับปัญหาหนึ่ง ๆ ไม่ใช่ยึดมั่นกับวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงประการเดียว ดังนั้น การคิดกว้างจึงเป็นการมองจากหลายมุมมองแม้จะต่างไปจากที่คุ้นเคยเพื่อบรลุความเข้าใจที่กว้างขวางกว่าจนเกินกรอบที่กำหนดไว้เดิม

            ๔. คิดของเดิม ( Originality) คือความสามารถคิดอย่างหลักแหลม ทำให้เกิดข้อคิดเห็นที่เป็นของตนเอง ด้วยความสามารถนี้นักเรียนจะเป็นผู้กำหนดทิศทางโลกอนาคตได้

            ๕. คิดดัดแปลง ( Elaboration) คือความสามารถต่อเติมข้อคิดเห็นที่มีอยู่แล้วให้น่าสนใจและมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความคิดเก่าคือรากฐานของความคิดใหม่ คนรุ่นใหม่จะใช้ประโยชน์จากความคิดของคนรุ่นเก่าแล้วนำมาดัดแปลงให้ร่วมสมัย ดังคำกล่าวที่เราคุ้นเคยกันดีที่ว่า ลูกต้องดีกว่าพ่อแม่” “ศิษย์ต้องดีกว่าครู  ทั้งนี้เพราะรู้จักคิดดัดแปลง

            ๖. คิดซับซ้อน ( Complexity) คือ ความสามารถในการแสวงหาทางเลือกใหม่ที่หลาย ๆ ครั้ง ได้มาด้วยความยากลำบากคนที่คิดซับซ้อนจะจัดระบบสรรพสิ่งที่สับสนได้ดีนำระเบียบออกมาจากความโกลาหลได้

            ๗. คิดวางแผน ( Planning) คือ ความสามารถจัดการให้ได้มาซึ่งผลหรือทางออกที่พีงประสงค์ เป็นการรวบรวมการคิดวิธีการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบระบบการคิดวางแผนมีขั้นตอนลักษณะเช่นเดียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ

                        ๗.๑    ระบุปัญหา

                        ๗.๒    ระบุข้อจำกัด

                        ๗.๓    พิจารณาทางเลือก

                        ๗.๔    บริการทรัพยากรและเวลา

                        ๗.๕    กำหนดแผนงานและ

                        ๗.๖   ไตร่ตรองถึงปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

            ๘. การตัดสินใจ ( Decision Making) คือ การตกลงใจว่าจะกระทำการคิดตัดสินใจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการ การคิดตัดสินใจจึงไม่ใช่การคิดหาทางเลือกแต่เป็นการประมวลทางเลือกต่าง ๆ โดยใช้วินิจฉัยและระบุข้อตกลงใจว่าจะกระทำการใดในทิศทางใด การดำรงชีวิตของคนเราต้องตัดสินใจ นักเรียนจึงควรฝึกทักษะการคิดตัดสินใจให้เป็นระเบียบระบบเพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

            ๙. คิดระดมสมอง ( Brainstorming) คือ เทคนิควิธีการเสาะหาวัตถุดิบเพื่อนำไปคิดต่อ  เป็นการระดมความคิดให้มากหลากหลายเพื่อนำไปใช้หรือพิจารณาโดยการคิดวิธีการต่าง ๆ ต่อไป  การคิดระดมสมองจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการคิด แต่ป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกับการประกอบอาหารที่ต้องเสาะหาเครื่องปรุงให้พร้อมก่อน

ลงมือประกอบอาหาร

            ๑๐. คิดให้รู้กันทั่ว (Communication) คือ ความสามารถในการเสนอความคิดหรือข้อคิดเห็นโดยชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ คิดให้รู้กันทั่วจึงเป็นเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวพันกับทักษะการจำแนกแยกแยะ การจัดกลุ่ม การพรรณนา การอภิปราย การโต้แย้ง การเปรียบเทียบ การรู้จักใช้ภาษาที่เหมาะสม ในการสื่อความคิด

 

 

จิราภรณ์  ศิริทวี. เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง เทคนิคการจัดกิจกรรมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้. 

                  กรุงเทพมหานคร :  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.๒๕๔๐ ( อัดสำเนา)

 

ทักษะการคิด (Thinking Skills)

 

 

    ทักษะการคิดหมายถึงความสามารถย่อย ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของกระบวนการคิด

ที่สลับซับซ้อน ทักษะการคิดอาจจัดเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ทักษะการคิดพื้นฐาน 

( Basic Thinking  Skills )   และทักษะการคิดขั้นสูง ( Higher - Ordered Thinking Skills )

 

 

Thinking Skills

 

 

 


Basic 

Higher - Order 

Thinking Skills

 

 


Communication

Thinking Skills

Core

Thinking Skills

 

 

 

                     1.  ทักษะการคิดพื้นฐาน (Basic Thinking Skills) หมายถึงทักษะการคิดย่อยที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น  แบ่งได้ 2 กลุ่มย่อย คือ

                           1.1 ทักษะการสื่อความหมาย ( Communicate Thinking Skills) เช่น การฟัง การอ่าน                การรับรู้    การจำ  การพูด  การเขียน ฯลฯ

                           1.2 ทักษะการคิดเป็นแกน ( Core Thinking Skills) ซึ่งเป็นทักษะการคิดทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสังเกต  การสำรวจ  การตั้งคำถาม  การเก็บรวบรวมข้อมูล  การจำแนกแยกแยะ 

การจัดหมวดหมู่  การจัดลำดับ  การเปรียบเทียบ  การสรุปอ้างอิง  การแปล  การตีความ  การเชื่อมโยง 

การขยายความ  การให้เหตุผล การสรุป ฯลฯ

2.       ทักษะการคิดขั้นสูง (Higher - Order  Thinking Skills)       เช่น   การวิเคราะห์              

 การสังเคราะห์  การจัดระบบความคิด  การค้นหาแบบแผน  การสร้างความรู้  ฯลฯ

 

©©©©©©

 

มนุษย์ที่ประสบความสำเร็จนั้น   มักจะมองเห็นโอกาสในทุกปัญหา

แต่มนุษย์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ  มักจะมองเห็นปัญหาในทุกโอกาส

                                                                                  (มานิตย์  ตั้งจิตเกษมสุข)