ชัดๆ ที่เราต้องทำในการจัดการสังคม ก็คือ การไม่ยอมให้ใครใหญ่กว่ากฎหมาย ถ้าเราเชื่อใน “นิติรัฐ”
และคำว่า “กฎหมาย” นี้ ย่อมหมายความเพียงแค่ “กฎหมายของรัฐ” มิได้ หากเราเชื่อใน “นิติรัฐ”
โดยนิติศาสตร์ในสายตาของนิติรัฐนิยมแล้ว กฎหมาย ก็คือความยุติธรรมทางธรรมชาติและทางสังคม กฎหมายจึงหมายถึง (๑) กฎหมายจารีตประเพณีอันเป็นเหตุผลตามธรรมชาติ (๒) หลักกฎหมายทั่วไป อันเป็นเหตุผลตามธรรมชาติที่นักกฎหมายปรุงแต่งเพื่อใช้ในปัญหากฎหมายที่จารีตประเพณียังไม่มีคำตอบ ซึ่งนิติศาสตร์เรียกว่า “ช่องว่างแห่งกฎหมาย” และ (๓) กฎหมายลายลักษณ์อักษร อันหมายถึงเหตุผลของรัฐ ที่อาจจะเป็นเรื่องของการประมวลกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นเรื่องการบัญญัติกฎหมายเพื่อเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่มีกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มักเป็นเรื่องเทคนิค จึงเรียกกันว่า “กฎหมายเทคนิค”
โดยรัฐศาสตร์ในสายตาของนิติรัฐนิยม การใช้อำนาจของรัฐต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากการใช้อำนาจผิดจากกฎหมาย ก็ต้องผิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ วันนี้ อำเภอหรือเทศบาลผิด เพราะไม่รับคำร้องแจ้งเกิดเด็กชาย ก. แต่พรุ่งนี้ ก็อาจไม่ผิดที่ไม่รับแจ้งการเกิดของเด็กชาย ข. กฎหมายไม่อาจเป็นอย่างหนึ่งที่กรุงโรม และเป็นอีกอย่างหนึ่งที่กรุงเอเธนส์ อันนี้เป็นคำอธิบายของ Cicero คนเรียนกฎหมายคงจำกันได้นะคะ
ปีหน้า อ.แหววจะเป็นแม่ทัพหลังให้คนที่ทำงานโดยใช้หลักนิติศาสตร์ค่ะ ไม่หมายความว่า ปฏิเสธคนกลุ่มอื่น แต่ในเวลาที่มีน้อย จะให้ความสำคัญแก่พวกที่ใช้นิติศาสตร์ และจะทำงานอ่านและงานเขียนเป็นหลักค่ะ งานพูดและงานให้คำปรึกษาจะให้เวลาน้อยลง เฉพาะคนที่เป็นทัพหลังให้เท่านั้นที่จะเข้าถึงตัวได้ก่อนค่ะ จะเก็บตัวค่ะ จะไปอยู่ที่ตักศิลาค่ะ ฮิฮิ....
สำหรับประเด็นระนอง จึงจบลงที่งานด้านการใช้กฎหมายทำงานและเป็น Fighting by writing ค่ะ อันนี้ ก็คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการสื่อสาร พรุ่งนี้เย็น
อย่าลืมซื้อมติชนฉบับวันอาทิตย์ อ่านเรื่อง “ศรีกาบาง” เด็กไร้รัฐอีกคนหนึ่ง แห่งเกาะเหลา
อ่านเรื่องนี้แล้ว จะเกิดคำถามว่า "น่าสงสัยว่า ทำไมบทเรียนเรื่องของกิตติทัศน์หรือน้องออย จึงไม่อาจซึมสู่ภาครัฐ ? ทำไมคำพูดของรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนองจึงเชื่อไม่ได้ ? ปัญหาของระนองนั้น เกิดจากอะไร ? ไม่มีกฎหมาย ? ไม่มีนโยบาย ? ไม่มีใจรักมนุษย์ ? หรืออะไรกันแน่ ?"
สวัสดีครับ
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ
ตามความคิดเห็นของผมเอง ผมว่า
รัฐศาสตร์ คือ การใช้อำนาจ
นิติศาสตร์ คือ การตรวจสอบการใช้อำนาจ
นักปกครอง ผู้บริหาร คุณเป็นผู้ใช้อำนาจ จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฏหมาย
ที่พูดกันว่า เรื่องนี้ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ จะใช้หลักนิติศาสตร์ไม่ได้ ผมว่าเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องครับ ใช้รัฐศาสตร์อย่างไร ก็ต้องถูกกำกับด้วยนิติศาสตร์
ผมคิดของผมอย่างนี้ครับ
ก็เห็นด้วยล่ะค่ะ
รัฐศาสตร์ เป็น ศาสตร์ว่าด้วยกลไกแห่งอำนาจ
แต่หากเรายอมรับแนวคิด "นิติรัฐ" อำนาจที่ว่า ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่ว่า ก็คือ กฎหมายในความหมายที่แท้จริง อันหมายถึง ความยุติธรรมและประโยชน์สุขของมหาชน
โดยนิติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน อำนาจของรัฐมีอยู่ ๒ ประการ กล่าวคือ (๑) อำนาจหน้าที่ และ (๒) อำนาจดุลยพินิจ
อำนาจของรัฐจึงต้องมีกฎหมายรองรับค่ะ ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ ก็จะเป็นการใช้อำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมาย
รัฐศาสตร์มีหน้าที่ผลักดันกลไกรัฐให้เป็นไปตามข้อตกลงของกฎหมายหรือจัดการสังคมให้เป็นไปตามกฎหมายจึงจะเกิดนิติรัฐ หากนักปกครองบางคนชอบเลี่ยง หรือวางตัวอยู่เหนือกฎหมายกฎหมายเสียเอง อะไรจะเกิดขึ้น โปรดติดตามได้ ในพื้นที่ที่มีคนไร้สัญชาติ
สังคมของเราจะอยู่สงบสุขได้ ต้องมีความสมดุลระหว่างนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์
การใช้อำนาจทางรัฐศาสตร์ ต้องถูกตรวจสอบโดยนิติศาสตร์ได้ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ตามอำเภอใจ, เกินขอบเขตอำนาจ ตลอดจนการไม่ยอมใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบหมาย
หากกฎหมายไม่มีหรือมีแต่ไม่สามารถทำให้สังคมอยู่อย่างปกติสุข ก็จำเป็นที่ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์เพื่อความยืดหยุ่นเพื่อให้สังคมอยู่ต่อไป
หากรัฐใช้กฎหมายไปทุกกรณีอย่างเคร่งครัดสังคมก็จะเป็นง่อย และเกิดอันตราย ตัวอย่างเช่น ในสภาพสังคมไทยมีคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วตามพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ระบุว่าให้คนต่างด้าวทำงานได้ 2 ประเภท คือกรรมกร กับคนรับใช้ในบ้าน หากคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือไปจากนี้ถือว่าทำงานผิดประเภท
แต่ทว่าคนต่างด้าวมีอยู่เป็นจำนวนมากที่เจ็บป่วย เข้ารักษาตัวตามโรงพยาบาล และสถานีอนามัย ซึ่งคนไทยไม่ว่าจะเป็นหมอ, พยาบาล, เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ไม่มีความสามารถที่จะสื่อสารในภาษาที่คนป่วยเข้าใจ โรงพยาบาลและอนามัยจึงจำเป็นต้องจ้างคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองมาเป็นล่าม มาเป็นพ.ส.ต. ซึ่งตามหลักนิติศาสตร์ผิดกฎหมายด้วยเหตุผลข้างต้น
แต่หากมีการจับกุมคนต่างด้าว ไม่ให้ทำหน้าที่เป็นล่าม โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็จะระบาดไปสู่ประชาชนชาวไทย เพราะคนป่วยไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาแต่รักษาไม่ถูกต้องกับโรคที่เป็น โรคก็จะไม่หายไป ซ้ำร้ายเมื่อคนป่วยไม่ได้รับการรักษา โรคระบาดไปก็จะมีคนป่วยมากขึ้น ๆ และก็จะมีคนตายมากขึ้น ๆ คนไทยเองก็จะได้รับโรค ประเทศเองก็จะถูกประณามจากเวทีโลก ในกรณีนี้ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม การไม่จับกุมพวกเขาเพราะทำงานผิดประเภทจึงเข้าใจได้ด้วยเหตุผลข้างต้น
แต่หากเหตุผลที่ไม่ยอมใช้อำนาจ เช่น การรับแจ้งการเกิดและออกสูติบัตรให้แก่เด็กที่เกิดในประเทศไทย ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมปฏิบัติโดยอ้างข้อกฎหมาย ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรมจนกว่าจะได้บรรทัดฐานของสังคมออกมา
หากการไม่ยอมใช้อำนาจที่จริงแล้วเป็นเพราะความจำเป็นทางรัฐศาสตร์ หรือเกิดจากจิตใจอันคับแคบ จึงต้องล็อบบี้ บีบบังคับคนอื่นทั้งทางตรง และทางอ้อม เพื่อไม่ให้ราษฎรกระทำตามกฎหมาย คงต้องมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนกันว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ มิใช่ยึดความผูกขาด ความถูกต้องของตนฝ่ายเดียวว่าดีที่สุด แล้วคิดเอาว่าการกระทำของผู้อื่นเป็นการทรยศ ไม่รักชาติบ้านเมือง
ถึงที่สุดแล้วเมื่อพูดคุยกัน ยังยืนอยู่คนละฝ่าย คงต้องให้คนกลาง(ศาล)เป็นผู้ตัดสินว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ และประชาชน ครับผม