ควงคู่ คู่ควง เพื่อรักษาความเหน็บหนาวของหัวใจ

                 สัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษจิกายน 2536 ความหนาวเย็นห่อคลุมทั่วทุกหัวระแหง ไม่เว้น คอกโคนมสาว เช้านี้วัดได้ 14 องศาเซลเซียส

                 เสื้อกันหนาวหลากหลายอวดสีสันตามร่างกายนักศึกษาหญิง ชาย กะเทย เกย์ ด๊อกเต้อร์ ด๊อกแต๋ว

                เสื้อกันหนาวหาใช่เพื่อป้องกันความหนาวเย็นเท่านั้น หากยังเป็นแฟชั่นด้วย ผมคิดว่ามันไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนในการป้องกันความหนาวเย็น

                วิธีหาคู่ควง  ควงคู่กันต้านลมหนาว      ต่างหากเล่าที่ให้ความอบอุ่นอย่างยั่งยืน    บางครั้งเร่าร้อนไปเสียด้วยซ้ำบนถนนสายฟาร์มตอนห้าทุ่ม...

               โอ...ฤดูหนาวปีนี้ เสื้อกันหนาวเก่า  ๆ เท่านั้นที่ยังคงเคียงข้างผมอย่างซื่อสัตย์  แม้จะให้ความอบอุ่นแทนคู่ควงเป็นอย่างดี  แต่มันก็เป็นเพียงแต่กายภายนอก ในหัวใจยังคงอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย แม้จะสวมเสื้อความเหน็บหนาวยังเกาะขั้วหัวใจแน่นหนา...เห็บหมายังชิดซ้าย

                ความเหงาได้ดูดเอาความชุ่มชื้นในหัวใจผมไปทุกวัน วันทุกวัน ไม่นานความแห้งเหี่ยวมาเยือนคงไม่เยือนในไม่ช้าแน่ ๆ  ผมต้องรีบตามหาความอบอุ่นอย่างยั่งยืนโดยพลัน

         ฤกษ์ดี..วันนี้ผมเลือกออกตามหาความอบอุ่นอีกครั้ง  เดินทอดน่องด้วยแดดอุ่นๆ ไปทานข้าวกลางวัน เดินช้า ๆ ปล่อยให้แสงแดด ลามไล้เนื้อตัว  เลื้อยโลมเลียหัวใจอันเปล่าดาย หวังให้เกิดความอบอุ่น

          ผมไปโรงอาหารคนเดียว  (ตามเคย)  ตอนเที่ยงวันนักศึกษามากหน้าหลายตา   ชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย ผมนึกโมโหตัวเองในใจ“ ไม่น่า มาทานข้าวตอนเที่ยงเล๊ย ! ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตอนเที่ยงคนเยอะ ที่นั่งก็หายากเหมือนหัวใจ ให้ตายสิ! โฟรโด้! “ ผมสบถอย่างคลั่งไคล้ Lord of the Ring 

           “ แต่มันก็ได้มาแล้วนี่ ทำไงได้ฟะ !” ผมแย้งใจตัวเอง ไม่บ่อยครั้งหรอกที่ผมจะกล้าแย้งกับใจตัวเอง ผมมักแพ้ใจตัวเองอยู่เสมอ ยิ่งตอนอยู่ข้างสาวผมโดนน็อคประจำ

             รีบสาวก้าวไปสั่งก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเพศเมีย   (ตัวผู้เนื้อเหม็นสาบ) ก่อนจะเดินหาโต๊ะที่ว่างด้วยความหวังอันริบหรี่...

              และแล้ว บุญเก่าปางก่อนเลือกแสดงผลอย่างถูกที่ถูกเวลา พลันผมเห็นโต๊ะว่างหนึ่งโต๊ะ รีบถลาตัวเองไปพร้อมกับชามก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเพศเมีย พุ่งตรงไปยังโต๊ะว่างด้วยความคล่องแคล่ว โดยที่ไม่ทันสังเกต...อีกด้านตรงข้ามของโต๊ะ ก็ใครอีกคน ไถลอย่างเร่งรีบ  ด้วยเป้าหมายโต๊ะตัวเดียวกัน...

         พลัน... เราทั้งสองก็นั่งลงตรงข้ามกัน โดยมิได้นัดหมาย ดูจะหนักกว่าผมก็ตรงหอบหนังสือเล่มใหญ่หนาพร้อมจานข้าวมาด้วย

         ณ วินาทีนั้น  อาการขวยเขิน แสดงออกอย่างชัดเจนบนแก้มสีชมพูเรื่อ ๆ  ส่วนผมไม่ต้องเดา หน้างี้แดงก่ำ เหงื่อปุด ๆ ขึ้นบนหน้าผาก เพราะหน้าแข้งกระแทกคานเหล็กใต้โต๊ะจัง จัง 

เพราะความรีบร้อนโดยแท้  หากแต่เพ-ลานี้ความรู้สึกอายมีมากกว่าความเจ็บปวดหลายเท่านัก ผมพยายามเก็บอาการให้ได้อย่างแนบเนียนที่สุด  แม้ลูกตาจะถลนออกนอกเบ้าเล็กน้อย แต่เดาว่าเธอคงไม่ทันสังเกต

         ต่อจากนั้น บรรยากาศในโต๊ะเริ่มอึดอัด คะเนว่าภายในใจทั้งสองฝ่าย เกิดความสงสัยว่าใครจะเอ่ย หรือจะแสดงกริยาใดออกมาก่อน

“ นั่งด้วยกันนะคะ “    ฮ้า ! เธอ   เอ่ยขึ้นก่อน ผมผงกหัว ยกมือปาดเหงื่อก่อนยังพูดไม่ออก เพราะความเจ็บปวด ยิ้มแหย ๆ แทนคำตอบ

         ก่อนจะเสียฟอร์มไปกว่านี้ ผมรีบก้มจัดการกับก๋วยเตี๋ยวแก้ขวยเขิน  และถือโอกาสหลับตาปี๋ เพื่อบีบเค้นความเจ็บปวด     ออกมาเป็นเสียง   ซี๊ด ซ๊าด ทำเสมือนว่า ก๋วยเตี๋ยวนั้น..ร้อนแสนร้อน เผ็ดแสนเผ็ด...

         ฝั่งตรงข้ามกินไปด้วย อมยิ้มไปด้วย เราทั้งสองต่างก้มหน้าก้มตากินเพื่อจะหนีไปจากความอึดอัดและความแปลกหน้า     ขณะเดียวกันข้างในก็กำลังนึกหาวิธีว่าจะทำอย่างไรดี 

แต่ถึงจะรีบกิน ผมก็ไม่ลืมเก็บลูกชิ้นไว้กินทีหลังตามธรรมเนียมการกินก๋วยเตี๋ยวที่ปฏิบัติมานานตั้งแต่รุ่นปู่

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องกินลูกชิ้นหลังเส้นทุกที เคยเสียทีให้เพื่อนยามเผลอทุกครั้งก็ยังไม่เข็ด มันหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้เหมือนกับความรักนั่นแหล่ะ...

          ระหว่างสวาปาม กุศลผลบุญก็เข้ามาช่วยผมเป็นครั้งที่สอง ข้าง ๆ โต๊ะของเรา มีรูปภาพ ทิวทัศน์และหุ่นนิ่ง ของนักศึกษาภาควิชาจิตรกรรม จัดแสดงอยู่ ผมเลยถือโอกาสกินไปด้วย ดูศิลปะไปด้วย กลบเกลื่อนความเขิน ที่เข้ามาแทนที่ความเจ็บปวดบนสันแข้ง...

          แต่แล้วเธอก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ พี่ พี่ชอบงานศิลปะหรือคะ ? “ เสียงใสกังวาน เรียกให้หันกลับมาพิจารณาหน้าเธอโดยละเอียดอีกครั้ง  โอ้ ! พระสังฆราชของผม สายไหมเล็ก ๆ ยาวประบ่า ใบหน้าใสใสไร้สิวเสี้ยน สิวหัวช้าง เส้นเลือดฝอยสีแดงเล็ก ๆ กระจายทั่วทั่งสองปราง ดูปนกันจนกลายเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ริมฝีปากอวบอิ่ม และมันวาว

ที่บรรยายมานี้ผมใช้เวลาประมาณ 2 วินาทีเท่านั้นในการเป็นนักสำรวจใบหน้าเธอ ผมชำนาญการดูหญิงมาก นี่แหล่ะสิ่งที่ผมภูมิใจมากกว่าการเรียน การทำแล็บ...

            หัวใจผมชักเริ่มเต้นผิดจังหวะแล้วสิ ก่อนที่จะทำให้เธอเขินไปมากกว่านี้ ผมรีบดึงตัวเองออกจากภวังค์ตอบกลับไปด้วยเสียงนุ่ม ๆ (น้ำก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นเสียงที่แข็งกระด้างให้อ่อนลง)

           “ ครับ พี่ชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะงานแนว abstract“ ปั้นหน้าเคร่งขรึมประกอบให้เหมือนคนคลั่งไคล้ศิลปะมากที่สุด หากแต่ความเป็นจริงผมกับบ่เป็นตาซิแตกเรื่องศิลปะ วาดรูปมดแดงตัวเมียเป็นหมัน...ผมยังวาดไม่เป็นเลย  

ก่อนจะสาธยายต่อ  เธอชิงถามว่า “  แล้วแนว อื่น ๆ หล่ะ ชอบแนวไหนอีกคะ”

“ แนวนอน เอ๊ย ! realistic ครับ “ เกือบหลุดแล้วไหมหล่ะ

              ก่อนที่เธอจะเดาออกว่าผมโมเมเรื่องชอบงานศิลปะ มันจะสายเกินแก้ ผมรีบชิงถามเธอกลับด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด หลังอาการน้ำก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นเสียงทุเลาลง  

“ แล้วน้องหล่ะครับ ชอบไหมงานศิลปะ ? “  พยายามสำรวมสายตาให้สุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้   ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ  ผมระมัดระวังเป็นพิเศษ  อีกอย่างผมเริ่มคิดอะไรที่มันใหญ่กว่าหัวใจผ่านสายตาเข้าแล้ว

              “ ก็ไม่เชิงชอบหรอกค่ะ แต่ก็ไปดูยามที่มีโอกาส หนูชอบศิลปะเด็ก ๆ  ดูมันน่ารักดี “  ว่าแล้วไหมหล่ะ ! ดูหน้าเธอแล้วมันยังใสใสเหมือนเด็ก ๆ  อยู่เลย

              “ไปดูบ่อยไหมครับ “  ผมยิงคำถาม     เพื่อหาช่องทาง หากผมต้องชอบศิลปะขึ้นมาจริง ๆ ใครหล่ะจะพยากรณ์ถูก เรื่องอนาคตและใจของคน

               “ไม่บ่อยหรอกค่ะ ว่างจริง ๆ ถึงจะไปดู “ “แต่ตอนนี้ ใกล้จะ midterm หนูแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย มีเพียงห้องสมุดกับโรงอาหารเท่านั้นน่ะค่ะที่ไปบ่อย “  “ ช่วงนี้เครียดมากจริง ๆ  มีแต่วิชายาก ๆ ไม่รู้หนูจะอ่านทันหรือเปล่า“ เธอตอบกลับด้วยแววตาที่เป็นกังวล

             “อย่าเครียดไปเลยครับ เดี๋ยวมันก็ผ่าน มันธรรมดาแหล่ะที่ช่วงสอบใคร ๆ เขาก็เครียดกัน ไม่มีใครหรอกนั่งยิ้มและมีความสุขตอนใกล้สอบ  เครียดมาก ๆ ช่วงนี้มีงานแสดงศิลปะเด็ก ๆ ที่หอศิลปมหา’ลัยนะ “ ผมเปิดเกมส์หัวใจทันที เธอยิ้ม  เฉหันไปมองภาพทิวทัศน์ แววตาครุ่นคิด...

              จริง ๆ ผมไม่เคยเครียดกับการสอบซักครั้ง    เครียดไม่เครียด  มันก็ไม่มีผลต่อผู้ที่ต่อต้านการสะสม GPA อย่างผม เด็กเกรดนิยมอย่างผม ไม่ชมชอบการเป็นชนกลุ่มน้อยตามรอยตะเข็บเกียรตินิยม  เธอคงจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามผมเสียแล้ว เพราะเธอเล่นหอบเอาหนังสือ human anatomy เล่มเขื่องวางเคียงข้าง 

หนังสือเป็นสิ่งคอยจ้องทำลายขวัญกำลังใจในการเรียนของผมตลอดเวลา  ไม่นับรวมสาว ๆ ที่หลายใจที่แวะเวียนมาทำหัวใจให้ช้ำอยู่บ่อย ๆ

            ช่างมันเถอะ ผมสลัดความรู้สึกทิ้ง     พิจารณาเธอมิติอื่นดีกว่า   ผมสังเกตเห็น ตุ้งติ้งรูปฟันเล็ก ๆ  บนปกเสื้อใต้แก้มชมพู่เรื่อ ๆ ของเธอ มันเป็นการการันตีอยู่แล้วว่าคนที่เรียนคณะนี้จะเอาจริงเอาจังกับการเรียนมากเพียงใด เด็กเกรดนิยมอย่างผมพอจะมีหวังด้านหัวใจและการเรียนไหมหนอ ?

              เวลาผ่านไป ไวเหมือนพูดความจริง บทสนทนาออกรสชาดอย่างเอร็ดอร่อยกว่าอาหาร ผมและเธอยิ้ม สลับกับเสียงหัวเราะไปกับมุขต่าง ๆ ที่ผลัดกันเล่า แปลกแฮะ! ทำไมเข้ากันได้เร็วจัง ความหวังจะเจอความอบอุ่นที่ผมตามหามานาน เริ่มเห็นลาง ๆ แล้ว  ตอนนี้แววตากังวลเรื่องสอบถูกแทนที่ด้วย รอยยิ้มที่น่ารัก น่าเอ็นดู

              แล้วผมก็ใจหาย  ข้าวในจานเธอหมดแล้ว ลูกชิ้นลูกสุดท้ายของผมก็หมดไปในระหว่างการสนทนาแบบไม่รู้ตัว ไม่แน่ว่าผมกลืนมันหรือเคี้ยว แต่อย่าไปสนใจเลย ผมรำพันในใจ  โอ้ อนิจจาเอ๋ย  วินาทีแห่งการลาจากกำลังคืบคลานมาหาผมแล้วหรือนี่ ผมจะทำอย่างไรดี แม้แต่ชื่อเธอผมก็ยังไม่รู้จัก และที่สำคัญ เบอร์โทร ครับ เบอร์โทร ของเธอ ผมยังไม่ได้เอ่ยปากขอ และยังไม่กล้าเอ่ยปากชวนไปดูงานศิลปะที่ผมเปิดเกมส์ไว้

              ระหว่างที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น “ ขอโทษนะคะ พี่ พี่ชื่อ อะไรคะ ? คุยมาตั้งนานยังไม่ได้รู้จักชื่อพี่เลย “ผมรีบตอบ “ เอ่อ … พี่ชื่อ....( ตู้ครับ นามสมมติ) “ ก่อนที่ผมจะร่ายยาว เธอตัดบท “ ยินดีที่รู้จักนะคะพี่ตู้ แม้ว่ามันจะรวดเร็ว และฉุกละหุก แต่คุยกับพี่แล้วสบายใจดีจริง ๆ ค่ะ พี่ตลกดีนะคะ “ เธอพูดพร้อมกับส่งกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่พับครึ่งหนึ่งให้ ส่งยิ้มให้ด้วยสายตาที่เปล่งประกาย แฝงความลับอะไรบางอย่าง

               ด้วย common sex เอ๊ย ! common sense บอกว่ามันคือเบอร์โทรหรือไม่ก็คำตอบรับการไปดูงานศิลปะแน่นอน สรุปเข้าข้างหัวใจตัวเอง เงยหน้าจากกระดาษ เธอก็หายไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้ว....แป่ว...

               แต่มันจะสำคัญอะไรเล่ากับ “คำร่ำลา” เพราะสะพานแห่งใจของเธอทอดเข้ามายังหัวใจของผมผ่านแผ่นกระดาษที่เธอยื่นให้ก่อนจากไป    ฮ่า ฮ่ า ฮ่า ผมหัวเราะในใจ และทึ่งกับคำว่า   รักแรกพบ  หรือ love as first sight!

             “ มีความลับที่..อยู่ในใจ มีความลับที่..อยู่ข้างใน เป็นความลับที่..ยังเปิดเผยไม่ได้ “ ผมฮัมเพลงสิบล้อด้วยเสียงอันไพเราะ ขณะมือก็กำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเนื้อเพลง กระดาษแห่งความลับถูกคลี่เพื่อเปิดเผยความลับอย่างช้า ช้า  พร้อมรอยยิ้มที่มีความสุขเกินคนปกติ

                 ฉับพลัน  ผมหุบยิ้มอย่างกระทันหัน “  พี่ตู้คะ เศษใบโหระพา ติดอยู่บนฟันหน้าพี่สองซี่ เลยค่ะ อย่าลืมแปรงฟันหลังอาหารนะคะ เป็นห่วงค่ะ หุ หุ อิ อิ  “

………….13 ปีต่อมา......................เวลาผ่านไปไวเหมือนพูดความจริงอีกครั้ง...................


             “กล้อง มาแปรงฟันหลังอาหารก่อนลูก ยิ้มไม่สวยแล้วยังต้องไปพบหมอฟันบ่อย  ๆ นะ” เป็นคำขู่ที่ได้ผลกับเด็กนัก ไอ้ประโยคข้างหลังเนี่ย

             “ลูกก็เจอกับหมอฟันทุกวันอยู่แล้วนี่ จะกลัวอะไรหล่ะ” ผมกระเซ้า ขณะมองดูแม่ลูกสาละวนอยู่กับการแปรงฟัน พลันนึกถึงอดีตตอนที่ตามหาความอบอุ่นในครั้งนั้น
 
              ใช่! ใช่! แม้เด็กจะไม่ชอบหมอฟัน แต่ผมดันชอบและรักหมอฟันหมดใจเสียแล้ว

 เพราะระหว่างที่ผมตามหาความอบอุ่น ผู้หญิงคนอื่นๆ มักสั่งให้ผมหุบปาก 

จะมีก็เพียงหมอฟันคนนี้เท่านั้นแหล่ะสั่งให้ผมอ้าปาก......