ตามภาษาวิปัสสนาท่านเรียกว่า “การเปลี่ยนอารมณ์”
ไม่เข้าใจ ?
คล้ายที่เรื่องวิปัสสนา เขาบอกว่า ให้เห็นว่าสภาวะทุกอย่างไม่เที่ยง
ให้วางใจเป็นกลางจากการมีปัญญา การปรุงแต่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์ ไม่นิ่ง
ใจเราจึงไม่ดิ้น เป็นอุเบกขา ใจจะสักว่ารู้สักว่าเห็น
ใช่หรือไม่
ใจเป็นกลางจากการปรุงแต่งทั้งปวง !
การเปลี่ยนอารมณ์เหรอ ถ้าเป็นทางโลกเขาก็เรียกว่า "เปลี่ยนบรรยากาศ"
เป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ
วิปัสสนานั้นไม่ใช่เรื่องยุ่ง เรื่องยาก เรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ ตามธรรมชาติแบบธรรมดา ธรรมดา
ตึงไปก็คลายสักหน่อย หย่อนไปก็ขันเข้าสักนิด
ทำชีวิตให้เป็นธรรมชาติตามธรรมดา
เมื่อชีวิตมีหลัก มีเกณฑ์แล้ว เรื่องวิปัสสนาก็จะกลืนเข้ากับชีวิตได้อย่างกลมกลืน
เอ่ ตอบตรงคำถามหรือเปล่านี่...!
การปรุงแต่งเหรอ ถ้ายังไม่ตายก็ต้องปรุงแต่งสิ ตายแล้วถึงจะได้หยุดปรุง หยุดแต่ง
แต่การปฏิบัติธรรม ตามภาษาที่ท่านทั้งหลายตั้งชื่อและเรียกชื่อกันในสมัยนี้ว่า "วิปัสสนาธุระ" นั้น (ตั้งชื่อให้คู่กับคันธะธุระ) มักจะมุ่งให้เราลดตัว พาตนให้ต่ำกว่าคนกลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้จิตไร้วิญญาณ
ให้เราปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ครั้นพอลุกขึ้นมาเจอกิเลสพบตัณหาก็ "หงายเก๋ง..."
อุเบกขา คือ ความเป็นกลาง กลางจากสิ่งที่เป็นสอง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความดี ความเลว ความเป็น ความไม่เป็น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ายังไม่ตายมันก็ต้องเกิดแน่ ๆ แต่ใจเขาเราก็รู้อยู่ รู้อยู่ตรงนั้น อ้อ มันสุขก็เฉย มันทุกข์ก็เฉย
ถ้าเขาให้นั่งสมาธิก็นั่งไป มีหน้าที่นั่งก็นั่งไป นั่งไปอย่างนั้น นั่งดูลมหายใจเข้า นั่งดูลมหายใจออก
หรือจะให้เดินจงกลม ก็เดินไป มีหน้าที่เดินก้าวเท้าซ้ายก้าวเท้าขวาก็เดินไป
เดินไป นั่งไป ไม่เอาอะไรซักอย่าง
บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา สวรรค์ วิมานอะไรก็ไม่เอา เราก็จะนั่งมันไปอย่างนี้แหละ เอ่... ตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้วเรา
เรื่องแบบนี้ตอบยากนะ คือตอบไม่ค่อยถูก เพราะเราอ่านหนังสือน้อยจึงไม่ค่อยรู้คำพูดหรือหลักการทางวิชาธรรมะมากเท่าไหร่ แล้วที่นี่ก็เน้นให้ทำสมาธิในวิถีธรรมชาติ คือ ให้มีสมาธิเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ให้มีสมาธิเพียงพอกับการต่อสู้เพื่อละซึ่งกิเลสและตัณหา รวมถึงคลายซึ่งอัตตาและตัวตน
แล้วธรรมะนี้ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้ก็เป็นแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) ซึ่งบางคนอาจจะขึ้นเขาจากทางข้างหน้า หรืออีกคนหนึ่งอาจจะขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของเขา แต่จุดมุ่งหมายนั้นก็เพื่อละซึ่งกิเลส คลายจากตัณหา และความหมดจากความยึดความถือซึ่งอัตตา
ดังนั้นธรรมะหรือข้อปฏิบัติใดที่พาเราไปสู่ยอดเขาหรือจุดมุ่งหมายนี้ได้จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด
ถูกต้องทั้งทางโลก คือ ถูกต้องตามหลักการ หลักวิชา หลักความรู้
ถูกต้องทั้งทางธรรม คือ ถูกจริต ถูกนิสสัย สามารถนำตัว นำใจ ปฏิบัติได้ตาม "สัทธรรม..."
สาธุ
ตามมาอ่าน
การปฎิบัติ แบบสมถะ คืออะไร?
กัมมัฎฐาน คืออะไร
ต่างกับวิปัสนา อย่างไร
วิปัสสนา? ไปอ่านที่ท่านเขียนอีกรอบ แล้วเข้าใจ
วิปัสสนานั้นไม่ใช่เรื่องยุ่ง เรื่องยาก เรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ ตามธรรมชาติแบบธรรมดา ธรรมดา อะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ายังไม่ตายมันก็ต้องเกิดแน่ ๆ แต่ใจเขาเราก็รู้อยู่ รู้อยู่ตรงนั้น เดินไป นั่งไป ไม่เอาอะไรซักอย่าง
ที่เหลือก็ปฎิบัติ!ปฎิบัติให้ถูกต้องทั้งทางธรรม คือ ให้ ถูกจริต ถูกนิสสัย สามารถนำตัว นำใจ ปฏิบัติได้ตาม "สัทธรรม..." เนื่องจากจริตคนเราต่างกันจริงๆ
สาธุ ขอบพระคุณ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ไม่รู้ เริ่มงง งง
อ่านตัวอย่างที่ยกมา คิดว่าพอเข้าใจ
ว่าที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้ก็เป็นแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) พอเข้าใจว่า
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นไปได้หลายทาง
ที่ถูกต้องทางโลกคือไปแล้วก็พบ
แต่การไปนั้นอาจถูกต้องทางโลก และหรือทางธรรม หรือถูกทางโลกและไม่ถูกทางธรรม ไม่เข้าใจ
ในเมื่อถูกต้องทางโลกแล้ว ไม่ถูกต้องทางธรรมอย่างไร หรือถูกอย่างไร
คำถามน่าสนใจ
ในเมื่อถูกต้องทางโลกแล้ว ไม่ถูกต้องทางธรรมอย่างไร หรือถูกอย่างไร
ขอลองตอบแสดงความเห็นสักหน่อย
ส่วนตัวคิดว่า ขอเสนอว่า
อาจจะลอง check ตรวจสอบตนเองดู ได้
สำหรับตัวเอง
จากประสบการณ์ แม้ยังไม่แก่ แต่ก็ไม่เด็ก กลางๆ ผ่านทุกข์สุข แบบโลกๆมาบ้าง
พบว่าบางช่วงของชีวิต แม้คิดว่าทำถูกต้องทางโลกแล้ว ทำไมมันไม่เจอความสุขจริงๆ
ฉันก็ตรวจสอบดูว่าหากเราทำอะไรที่คิดว่า ถูกควรแล้ว
แต่ทำไมมันเหมือนมีอะไรหันมา กัด ตัวเองเอาเสียแล้ว
ไม่สงบ อย่างแท้จริง (มีแต่สุขแบบโลกๆ หรือทุกข์สุดๆอยู่นั่น)
นั่นแหละ พบว่าไม่ถูกต้องทางธรรม สะแล้ว
เราก็พบว่า เป้นทาสของกิเลส
กิเลสที่เราพบในตัวก็มีหลายอย่าง
เราว่าเราเป็นคนดีแล้ว แต่กิเลสบางอย่างก็มาในรูปแบบที่ดูได้ยาก
กราบเรียนท่านสุญญตา แนะนำอีกทีก็คงจะดี
Child Center ในด้านธรรมะ คือ การยึดจริตของคนเป็นศูนย์กลาง เป็นทั้งต้น ทั้งเหตุ เป็น "หัวใจ..."
จริตคนนี่สำคัญมากนะ
ถ้าให้ทำอะไรที่ไม่ถูกจริตนี่จะมีผลเสียมากกว่าผลได้
ดังนั้นครูบาอาจารย์ที่เลิศด้านปัญญา ท่านจะรู้ว่าใครควรจะปฏิบัติ "ภาวนา" อย่างใด เพื่อละซึ่งกิเลส ตัณหา ทิฏฐิ มานะ และสังโยชน์ ถอนซึ่งอัตตาความถือตัวถือตนได้
การภาวนาที่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐานมีถึง 40 แบบ จริตใครหนักแบบใดก็ต้องแก้ด้วยกรรมฐานตัวนั้น
ถ้ามองตัวเองไม่ออกก็นั่งสมาธิยันเลย เดินจงกลมยันเลย แล้วก็มาบอกว่าปฏิบัติธรรม ภาวนาไม่เห็นจะได้อะไร
ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงเป็น "กัลยาณมิตร" ความเป็นกัลยาณมิตรนั้นคือ "ทั้งหมดของพรหมจรรย์"
การมีครูบาอาจารย์ที่ดี สั่งสอนและแนะนำจึงเป็นการที่จะนำเราพ้นได้เสียซึ่งจากความทุกข์ อันเป็นความทุกข์กายแต่ไม่ทุกข์ใจ
ละได้ซึ่งกามราคะ ตัณหา อุปทาน ความทะยานอยาก
สิ่งใดมากต้องแก้ก่อน
หรือสิ่งใดกระทบบ่อย ต้องฝึกก่อน ปฏิบัติให้เข้ม ภาวนาให้มาก เพียรให้หนัก
หนักมาก ปฏิบัติน้อย ต้องผ่อน ต้องคลาย ต้องเร่งเวลาไหน ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์อันเป็นกัลยาณมิตร
ดูคนอื่นแล้วทำตามจะลำบากนะ
ถ้ามีเวลา (ต้องมีเวลา) อ่านตัวเองให้ออก อ่านจริตของตัวเองให้ออก
แล้วหาครูบาอาจารย์ที่ดี
ครูบาอาจารย์ที่ดีในที่นี้คือเป็นผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกแล้ว เป็นผู้ที่หมดกิเลส หมดความยืดความถือ
อ่านคนให้ออกนะ อ่านใจของตนให้ออก
แล้วหาครูบาอาจารย์ให้ดี ให้ถูก ให้ต้อง ชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมนั้นจะก้าวหน้า
เป็นโยมก็ก้าวหน้าได้ เป็นพระก็ก้าวหน้าได้ ไปใครก็ก้าวหน้าได้หากปฏิบัติอย่างถูกต้องตามจริตของแต่ละคน แต่ละบุคคล...
ถูกทางโลกนั่นเรียกว่า "ถูกใจ"
ถูกทางธรรมนั่นเรียกว่า "ถูกต้อง..."
คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่า "ไม่ดี..."
ความถูกต้องนั้นอยู่นอกเหนือจากความดีและความไม่ดี ความถูกต้องนั้นจึงไม่ถูกใจ...
เอ่... พูดแบบนี้จะเป็นปรัชญาไปหรือเปล่าน๊อ
ยกตัวอย่างดีกว่าเน๊อะ
ที่ท่านอาจารย์พูดเสมอก็คือ "ต้องไม่ทะเลาะกัน" คนที่ทะเลาะกันนั้นผิดทั้งคู่
เวลาคนจะทะเลาะกันก็จะหาเหตุหาผลมาทะเลาะกัน เจ้าเหตุผลนี่เป็นความถูกต้องในทางโลก แต่ความเมตตากัน การให้อภัยซึ่งกันและกันซึ่งจะนำมาซึ่งความสงบนั้นคือความถูกต้องในทางธรรม
คนเราไม่ถึงร้อยปีก็ตายแล้ว จะโกรธ จะเคืองกันไปทำไมเน๊อะ ถ้าคิดและทำแบบนี้ได้ถึงว่าเป็นการถูกต้องในทางธรรม
อื่ม... แล้วจะยอมให้เขาว่าเหรอ ฉันก็มีเหตุผลของฉันนะ ไม่ยอม ไม่ยอม
อันนี้ก็ทำได้นะ เถียงได้นะ แก้ตัว แก้ต่างได้ หากภูมิธรรมในจิตในใจของเรามีถึงขั้น
คือ มีความอดทนอย่างเพียงพอ และจิตนั้นนิ่งพอ คือ ไม่กระเพื่อมเลยในระหว่างการถกเถียงหรือชี้แจง
เพราะหากจิตกระเพื่อมแม้เพียงนิด นั่นก็ "บาป" แล้ว เป็นกรรมแล้ว
บาปอย่างไร เป็นกรรมอย่างไร...?
บาปนั้นคือทุกข์ที่ได้รับจากจิตจากจิตที่กระเพื่อม
คนเรานั้นถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิครั้งหนึ่งจิตก็กระเพื่อมพอแล้ว ถ้าหากถกเถียงอีก จิตก็กระเพื่อมซ้ำอีก
เพื่อจิตกระเพื่อม โดยเฉพาะกระเพื่อมเพราะความโกรธ
ความโกรธนั้นจะทำให้ระบบร่างกาย และระบบจิตใจรวนไปหมด และนั้นคือ "กรรม"
หัวใจ ตับ ปอด ม้าม สมอง ระบบเลือดทั้งหลายก็จะกลับกลายผิดปกติจนเกิดโรค เกิดภัยตามมา
สิ่งเหล่านี้คือบาปและกรรมที่เราจะได้จากการได้มาซึ่งความถูกต้องในทางโลก
ถ้าในทางธรรม "โลกธรรม" จบลงแล้วเมื่อ "ปล่อยวาง..."
หากเราถูกด่าว่า "หมา" เราหันกลับไปดูว่าก้นเราไม่มีหาง นั่นก็คือเราไม่ใช่หมา แค่นั้นก็ "จบ..."
หรืออีกเรื่องหนึ่ง
ตอนงานกฐิน ท่านอาจารย์จะให้เกียรติข้าราชการหรือหน่วยงานทั้งหลายมีโอกาสยกพานพุ่มให้เป็นเกียรติกับเขา เพราะตอนที่เราทำงาน เช่นก่อสร้างเมรุ หรือติดต่องานจะได้สะดวก ไม่มีปัญหา
ตอนแรกเราก็ขัดใจนิด ๆ ว่า ทำไมต้องให้เกียรติหน่วยงานราชการด้วยนะ เขาไม่เห็นจะมาทำอะไรให้เราเลย ไปเรื่องสมมติทั้งนั้น
แต่ครูบาอาจารย์ท่านมีปัญญา ท่านสอนเราให้รู้จักทำงานด้วยความถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม
งานกฐินของเราก็ดีแล้ว ไม่เน้นสตางค์ ไม่มีเหล้า ไม่มียา ไม่มีงานสังสรรค์ เอิกเริก เน้นความร่วมมือ ความสามัคคี อันนี้ก็ถูกต้องแล้วในทางธรรม
แต่ในทางโลกนั้น เราต้องทำให้ถูกต้องด้วย เพราะการที่วัดจะอยู่ได้อย่างสงบนั้น ชาวบ้าน บุคคลรอบข้าง หน่วยงานราชการ ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมสร้าง และโดยเฉพาะไม่ขัดขวางในการก่อสร้างและศาสนกิจต่าง ๆ
ถ้าหากเราคอยขัดเราอยู่เรื่อย ญาติโยมเองก็จะมีปัญหา คือ ไม่สะดวกใจที่จะเข้าวัด
เมื่อญาติโยมทุกข์กาย ทุกข์ใจ มีปัญหาก็จะไม่มีที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ
การทำให้เกิดความถูกต้องทางโลกนั้น จึงก่อผลประโยชน์ให้เกิดความสะดวกในทางธรรมได้
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง
เมรุที่เราสร้างนั้น ปกติวัดเราจะไม่มีการเดินวนสามรอบเหมือนวัดอื่นเขา แต่ทว่าท่านอาจารย์ก็เมตตากันพื้นที่ให้พอเดินรอบได้ เพื่อที่ญาติโยมที่ติดอกติดใจ ถ้าไม่ได้เวียนสามรอบแล้วจะนอนตายตาไม่หลับ อันนี้ท่านก็ทำไว้ให้
แถมอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ยังไม่ได้คำตอบนะ
วันที่เมรุเปิดให้มีการเผาศพครั้งแรก ท่านอาจารย์ให้เราไปเอากระถางธูปที่มีคนมาถวายไว้สองใบ ท่านบอกว่าให้มาจุดไว้ที่ซุ้มประตูตรงที่มีพระพุทธรูปอยู่ ท่านบอกว่า "บูชาพระพุทธเจ้า"
เราก็งง ๆ เพราะตั้งแต่บวชมา ยังไม่เคยจุดธูปบูชาพระพุทธเจ้าสักที แล้วที่วัดนี้ก็ไม่ได้จุดธูปกัน (มีแต่จุดธูปไล่ยุง)
แต่ท่านให้เราทำก็ทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าให้ทำทำไม
นั่นก็เถอะ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะหาคำตอบ เพราะสิ่งที่ท่านสั่งนั้นเป็นเรื่อง "นอกเหตุเหนือผล"
เอ้า.. จุดก็จุด
เรามีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ท่านสั่งให้ทำก็ทำ ทำตัวเองให้เป็นดั่งตุ๊กตาที่หายใจได้...
ตอบยาวหน่อยนะ ท่านผู้ถามจะได้คำตอบตรง ครบ ถูกต้องทั้งทางโลก ถูกต้องทั้งทางธรรมหรือไม่น๊อ...?
ตามมาอ่าน
บาปนั้นคือทุกข์ที่ได้รับจากจิตจากจิตที่กระเพื่อม
อื่ม!
.ใช่ ตัวเองก็ยึดถือสภาวะนี้เป็น indicator ของตัวเองอยู่
ได้ประโยชน์เยอะเลย
ตนเองก็กำลัง ขยับเขยื้อนปรับการปฎิบัติให้ตรงจริต
พอตรงจริต ได้ประโยชน์ ทันทีจริงๆ
ที่ท่านว่าการภาวนาที่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐานมีถึง 40 แบบ จริตใครหนักแบบใดก็ต้องแก้ด้วยกรรมฐานตัวนั้น
จะไปศึกษาดูอีกที
แต่แค่ฟังก็กำลังเห็นกิเลสตัวเองที่อยากรู้อีกแล้ว โลภความรู้ อยากรู้
แต่แค่รู้ความอยากก็บรรเทา ลง