มากกว่า 2 ทศวรรษที่การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของประเทศไทยยังคงมีการขยายตัวทั้งในด้านพื้นที่การเพาะเลี้ยงและในด้านผลผลิต อันเป็นผลมาจากความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจนเกิดการขยายตัวของตลาด จนปัจจุบันพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้ขยายตัวจากเริ่มแรกบริเวณก้นอ่าวไทยในจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในเขตภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลางในบางพื้นที่ซึ่งแหล่งน้ำจืดที่เป็นพื้นที่ผลิตข้าวและพืชผลที่สำคัญของประเทศ โดยมีการนำเข้าพันธุ์กุ้งขาวแวนนามัย (Litopenaeus vannamei) เข้ามาเพื่อการเพาะเลี้ยงในประเทศไทย เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาให้ปลอดจากเชื้อไวรัสที่ก่อโรคและมีความทนทานต่อความเค็มของน้ำในช่วงกว้าง
แต่ในทางตรงข้าม การขยายตัวของการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของประเทศไทยก็ก่อผลกระทบในด้านลบต่อแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การบุกรุกป่าชายเลน มลพิษจากน้ำทิ้งนากุ้ง การเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำและดินในแหล่งเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกับเกษตรกรทำนาและที่ปลูกพืชอื่น ๆ จนต้องมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 กำหนดให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่น้ำจืด ทั้งยังเกิดปัญหายาปฏิชีวนะตกค้างในสินค้ากุ้งสดแช่แข็งที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ซึ่งที่สุดก็มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545 กำหนดมาตรการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์อย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อคุณภาพกุ้งทะเลของไทย
นอกจากนั้น ยังมีความพยายามขององค์กรเอกชน (NGO) หลายแห่งทั่วโลกพยายามผลักดันให้มีการบังคับใช้มาตรการต่อการเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น การห้ามใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ การห้ามการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในเขตพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การป้องกันมลภาวะและทิ้งน้ำที่มีสารอินทรีย์จากการเลี้ยงกุ้ง การห้ามเพาะพันธุ์โดยวิธีพันธุวิศวกรรม การห้ามนำปลาซึ่งเป็นอาหารมนุษย์มาทำอาหารกุ้ง การห้ามใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย และการป้องกันผลกระทบต่ออาชีพการประมง เป็นต้น จนปัจจุบันมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะธุรกิจต่อธุรกิจหรือระหว่างผู้ซื้อต่อผู้ขายเพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค
ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล จึงได้ร่วมมือกับเอกชนทั้งผู้ประกอบการและผู้ส่งออกกำหนดนโยบายและพัฒนามาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลปรับเปลี่ยนการจัดการผลิตให้เป็นไปตามแนวทาง ซี.โอ.ซี. เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Aquaculture; CoC) และมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) ซึ่งเป็นแนวทางการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี ถูกหลักสุขอนามัย ปลอดสารปนเปื้อน เพื่อมุ่งสู่การประกอบการที่ยั่งยืน
เอกสารประกอบ
ไฟล์นำเสนอ
การตรวจประเมินโรงเพาะและอนุบาลลูกกุ้งทะเลและฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
การตรวจประเมินโรงเพาะและอนุบาลลูก,กุ้งทะเล,ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ขมิ้นเหลือง เดินดิน · 1 ธ.ค. 2551
ครูอีสาน · 1 ธ.ค. 2551
dararat · 1 ธ.ค. 2551
รำใย · 1 ธ.ค. 2551
ยูมิ · 1 ธ.ค. 2551
ครูอ้อย แซ่เฮ · 1 ธ.ค. 2551