รัชกาลที่ ๔   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว     ได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาใช้มากขึ้น   เช่น   การสูติกรรมสมัยใหม่    แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเปลี่ยนความนิยมได้    เพราะการรักษาพยาบาลแผนโบราณของไทยเป็นจารีตประเพณีและวัฒธรรมสืบเนื่องกันมา   และเป็นส่วนหนึ่งของวิถึชีวิตของไทย

             รัชกาลที่ ๕  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว     มีการจัดตั้งศิริราชพยาบาลในปี พ.ศ๒๔๓๑ มีการเรียนการสอนและให้การรักษาทั้งการแพทย์แผนโบราณและแผนตะวันตกร่วมกัน หลักสูตร ๓ปีการจัดการเรียนการสอน และบริการรักษาทางการแพทย์ทั้งแผนโบราณและแผนตะวันตกร่วมกันเป็นไปด้วยความยากลำบาก  มีความขัดแย้งระหว่างผู้เรียนผู้สอนเป็นอย่างมาก  ด้วยหลักการ แนวคิด และวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน  ทำให้ยากที่จะผสมผสานกันได้   มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๓๘   โดยพระยาพิษณุ   ชื่อตำรา  แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์   ได้รับยกย่องให้เป็นตำราแห่งชาติฉบับแรก    ต่อมาพระยาพิษณุ ประสาทเวชเห็นว่า   ตำราเหล่านี้ยากแก่การศึกษา  จึงได้พิมพ์ตำราขึ้นใหม่ ได้แก่  แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับบหลวง ๒ เล่ม และตำรา แพทย์ศาสตร์สังเขป๓ เล่ม   และยังคงใช้เป็นตำราทางการแพทย์มาจนทุกวันี้

           รัชกาลที่ ๖  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   มีการสั่งยกเลิกวิชาการแพทย์แผนโบราณต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๖  มีประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์    เป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับประชาชนอันเนื่องมาจากการประกอบโรคศิลปะของผู้ที่ไม่มีความรู้ และมิได้ฝึกหัด  ด้วยความไม่พร้อมในด้านการเรียนการสอน  และการประชาสัมพันธ์   ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับ  จึงเลิกประกอบอาชีพนี้  บ้างก็เผาตำราทิ้ง

           รัชกาลที่ ๗   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ตรากฎหมายเสนาบดี   แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็น  แผนปัจจุบัน  และ  แผนโบราณ   โดยกำหนดไว้ว่า

           ๑.  ประเภทแผนปัจจุบัน  คือ  ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิชาโดยสากลนิยม ซึ่งดำเนินและจำเริญขึ้นโดยอาศัยการศึกษา ตรวจค้น และทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

           ๒.  ประเภทแผนโบราณ  คือ  ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความสังเกต   ความชำนาญ   อันได้สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้ง  หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ  มิได้ดำเนินไปในทางวิทยาศาสตร์

         รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในรัชสมัยนี้มีการจัดตั้งสมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ  ได้ก่อตั้งขึ้นที่วัดโพธิ์กรุงเทพฯ ปี พ.ศ. ๒๕oo   นับแต่นั้นมาสมาคมต่างๆก็ได้แตกสาขาออกไป  ปัจจุบันมีโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นจำนวนมาก    ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด    ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕   ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวชวิทยาลัย     โดยศาสตราจารย์นายแพทย์อวย  เกตูสิงห์  และคณะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น   และอยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก   กับพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีฯ       ให้การอบรมศึกษาด้านการแพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

              ข้อมูลโดย  กองการประกอบโรคศิลปะ  กระทรวงสาธารณสุข