ชีวิตที่เดินทวนกระแสกิเลสนี้เหนื่อยมากนะ แต่ที่สู้และอดทนอยู่ได้ก็เพราะมีโอกาสได้ทำ "ความดี"
การทำความดี การเสียสละ ทำให้จิตไม่ว่าง ไม่ฟุ้งซ่าน และที่สำคัญคือทำให้จิตมี "พลัง"
จิตว่างจักฟุ้งซ่าน
จิตนี้มีพลังงานอย่างมหาศาล ต้องหางานให้จิตทำ
งานที่ดีสำหรับจิตคือ "ความเสียสละ"
การทำความดีและการเสียสละ ทำให้จิตนี้ "อิ่ม" อิ่มจนไม่มีเวลาที่จะไปฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะฟุ้งซ่านทำไม ก็อิ่มแล้วนี่เน๊อะ
ที่ฟุ้งซ่านเพราะไม่อิ่ม
ความสุขที่เกิดขึ้นจากเรื่องกาม กิน และเกียรติ แม้นมีมากเท่าภูเขา แม้นมากมายยิ่งกว่ามหาสมุทร จิตนี้ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ จิตนี้ก็ย่อมที่จะฟุ้งซ่านไปเรื่อย ฟุ้งซ่านไปเรื่อย
การทำความดีนั้น "อิ่ม" นาน
การเสียสละนั้น "อิ่ม" แท้
พอเวลาเรากินข้าวอิ่มแล้ว ใครจะเอาหูฉลาม หรืออาหารราคาหลายแสน หลายล้านมาวางเราก็ไม่สนใจ
แต่ถ้าหิวแล้วล่ะก็ เห็นช้างเท่ามด ไกลแค่ไหน ลำบากเท่าไหร่ ผิด ถูก ไม่สนใจ ขอให้ข้าได้ "กิน" แค่นั้นพอ
คนเรานั้นก็มีเท่านี้แหละ หิวก็กิน อิ่มก็ไม่กิน
ทำจิตให้อิ่มตลอด จิตก็จะดี จิตก็สบาย
ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องกระวนกระวาย ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องเสาะหา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเต็ม
จิตที่เต็มด้วยความดี จิตที่อิ่มด้วยความเสียสละ จักเป็นจิตที่ดีแท้ สุขแท้ ด้วย "สงบ..."
ขอน้อมรับคำสอนนี้
"เสียสละ "
จริง!
การเสียสละทำให้เราเห็นความงามที่ใหญ่กว่า ทำให้จิตมีพลัง
แทนที่จะจดจ่อแต่ความคับแคบ เพราะมัวจอจ่อแต่เรื่องของตนเองจนฟุ้งไป
การอยู่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องสนุกนะ
การใช้ชีวิตที่เดินทวนกระแสกิเลสนี้นะ ไม่ใช่จะมีแต่ศีล หากยังต้องมีข้อวัตร (ธุดงควัตร)และข้อปฏิบัติ (วัตร 14) ที่เคร่งครัดและเข้มงวด
ซึ่งหากวัดจากตัวเองแล้ว สันดานของตัวเราเองแล้ว ไม่น่าจะอยู่ได้ แต่ที่อยู่มาได้ก็เพราะมีความดีให้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เสียสละ...
แต่ที่สำคัญตอนนี้ที่กำลังเหนื่อยจนต้องถึงกับบ่นออกมาก็เนื่องด้วย "งานที่มีอยู่มันมีกำลังน้อยไปที่จะให้พลังแก่จิต"
งานเดิม ๆ ที่เคยทำให้จิตอยู่ได้ สู้ได้
วันนี้ต้องเร่งหาความดีให้มากขึ้น เพื่อต่อสู้กับชีวิตที่ต้องเดินทวนกระแสกิเลสที่มีกระแสลมที่แรงขึ้น
นั่นเองท่านจึงเรียกหรือใช้คำว่า "ต้องเร่งความเพียร"
และความเพียรที่มีพลังอย่างมหาศาลคือการเพียรในการทำความดี เพียรในการเสียสละ
ความเพียรทั้งสองนี้จะทำให้จิตสู้และอยู่ได้ในเพศสมณะ
หากวันใดหรือช่วงใดหย่อนไปก็จะหลุดวงโคจรเอาง่าย ๆ
หากเราสู้ด้วยสมาธินั้นต้อง "กัดฟันสู้"
แต่ถ้ารู้สู้ด้วยความดี ความเสียสละนั้นเราจะได้ "ยิ้มสู้"
การทำความดี การเสียสละ ทำให้จิตเกิดปีติ
รอยยิ้มแห่งปีติมีพลังที่จะทำให้อยู่และสู้ได้
ในขั้นแรกนี้ยิ้มสู้ดีกว่ากัดฟันสู้เน๊อะ
แต่ถ้าก้าวไปอีกขั้นใช้ปัญญาสู้ได้ ใบหน้าของนักต่อสู้จะวางเฉยต่อสรรพสิ่งและเภทภัยที่กล้ำกลายผ่านเข้ามา
อื่ม... ชีวิตแบบนี้ต้องสู้กันน่าดู สู้แค่ "ตาย"
เมื่ออิ่มแล้วก็ไม่กินเพราะว่ามัน "กินไม่ลง"
เมื่ออิ่มแล้วเราก็จะให้ จะแบ่งปัน
ยิ่งถ้าอิ่มด้วยความดีแล้วย่อมไม่เก็บ ไม่สะสม มีความดีมากก็ย่อมให้ ย่อมเผื่อแผ่
เสียสละ ลดละ มานะและทิฏฐิ
นี่เองจึงกล่าวได้ว่า เมื่ออิ่มแล้วคนเราย่อมพอแล้ว
การอิ่มสอนให้เรารู้จัก "พอ..."
สวัสดี ครับ คุณ
ชายชาญ วงศ์ชิดวรรณ
ผมอ่าน บันทึกของคุณ แล้ว คิดถึง บุคคลท่านนี้ มาก สุญญตา
แง่คิด มุมมอง และภาษา
ขอบพระคุณมาก ครับ