สิบวันกับกับการเดินทางครั้งล่าสุด
ชีวิตคือการเดินทาง การเดินทางคือชีวิต อะไรคือคำที่ถูกที่สุดก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆก็คือ การเดินทางก่อให้เกิดความรู้มากมาย การเดินทางก่อให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน การเรียนรู้ที่นอกเหนือจากบทเรียนภาคบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ แห่งสยามประเทศ การเรียนที่มุ่งพานักเรียนจมดิ่งลงไปหาความตีบตันของกิ่งก้านแห่งความสร้างสรรค์ และนี่ก็คือที่มาของการเดินทางในช่วงเปิดเทอมของเด็กหญิงศศิกานต์และเด็กหญิงณิชกานต์ ชูบุญ บุตรสาวของกระผมเอง การเดินทางที่ถูกวางแผนและกำหนดขึ้นมาทุกเดือนพฤศจิกายนของทุกปี การเดินทางที่อุตริเริ่มขึ้นเมื่อลูกสาวเริ่มเปิดเทอม มันเป็นเช่นนี้มานานแล้ว คงตั้งแต่ที่แป้งเริ่มจำความได้กระมัง เพียงแต่ครั้งนี้มีความบังเอิญเกิดขึ้นสองประการ นั่นก็คือ เริ่มต้นด้วยการเดินทางไปทำงานของพ่อและจบลงด้วยการประชุมประจำปีของแม่
คงต้องเท้าความเพื่อหาพระแสงของ้าวกันสักหน่อย นั่นก็คงเป็นเพราะเมื่อหลายปีมาแล้วที่ผมต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องท้องๆแท้งๆ และได้มีโอกาสเจอะเจอกับคุณหมอพิษณุ แห่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้มีโอกาสทราบว่า ประเทศเรานี้มีงานให้บริการพิเศษบางอย่างที่มุ่งช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกทำร้าย (ทั้งร่างกายและจิตใจ) และยังรู้อีกว่า จนในที่สุดรัฐบาลก็มีนโยบายให้ทุกโรงพยาบาลมีบริการด้านนี้ ภายใต้ชื่อ “ศูนย์พึ่งได้” หรือ OSCC ผมพยายามสืบค้นคำเต็มที่แท้จริง ว่ามันย่อมาจากอะไร ก็ไม่เจอที่มาจริงๆ บ้างก็ว่า one stop crisis center หรือบางคนก็ว่า one stop-service crisis center ซึ่งผมคิดว่า ที่น่าจะถูกต้องควรจะเป็นแบบหลัง
OSCC ของโรงพยาบาลผมไม่มีบังเกิดขึ้นสักที ไม่มีเจ้าภาพที่ออกรับหน้าเต็มๆ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อได้ยินชื่อแบบนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งล้วนๆกระมังครับ (มาถึงตอนนี้ก็ยังคงยืนยัน นั่งยันอย่างแรงว่า ผมไม่ชอบทำแท้งหรอกนะครับ) แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็คุยกับพี่กุญ หัวหน้างานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาล ว่าอย่างไรเสีย เราก็ต้องมีบริการแบบนี้กับเขาด้วย แบบว่าจำเป็นมากเลยนะครับ เพราะอยู่ไปอยู่ไป เราก็ต้องพบเจอผู้ที่มีปัญหาเทือกนี้แน่ๆ และการทำงานที่ดีก็ต้องมีทีมที่ดี ผมทำเองไม่ได้ ทำคนเดียวไม่ได้ เราเลยรวมกลุ่มกันขึ้นมา ประกอบด้วย หมอสูติ หมอโรคจิต (จิตแพทย์) หมอนิติเวช พยาบาล (อีกหลายท่านมาก) และนักสังคมสงเคราะห์ พ่วงมาอีกหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล
เมื่อมีทีมงานแล้ว ก็ต้องมาหาแนวทางการทำงาน เรียกให้ฟังดูง่ายๆขึ้นก็คือ เราจะทำอะไรกัน ปรากฏว่าใบ้กิน เพราะว่า เราเองก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เพราะแต่ก่อน มีคนไข้มา หมอและพยาบาลที่พบก็ดูแลกันไป ขาดๆบ้าง (ไม่ค่อยมีเกินๆหรอกครับ ในเรื่องแบบนี้) แต่ตอนนี้เรามีทีม ต้องพยายามคิดกันว่า เราจะต้องทำอะไร แต่คิดไม่ออก จึงตกลงกันว่า “เราคงต้องไปขอคำชี้แจงจากผู้แก่ประสบการณ์กว่า” นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมเราจึงอยากจะมาโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ที่ที่เป็นต้นแบบของงานบริการงานนี้ พี่พิษณุคือหนึ่งในแรงบันดาลใจของผมในเรื่องนี้ กอปรกับเคยขออนุญาตท่านมาก่อนแล้ว ที่ประชุมจึงเห็นตรงกัน
แต่อุปสรรคก็มีขึ้นตั้งแต่ไข่ยังไม่ทันลวก (บางคนว่าตั้งไข่) เพราะตั้งแต่เสนอโครงการขออนุมัติ ก็ถูกจิ้มตัวมาว่า เอาคนนี้ไป คนนี้ไม่เอาไป จากที่มีเกือบ 20 คน ก็เหลือเพียง 8 คน แถมมีวงเล็บเพิ่มเติมมาอีกว่า “หากไปไม่ได้ ไม่อนุญาตให้หาคนแทน” เล่นเอาผมใจเสีย เพราะคนที่ผมเลือกมาช่วยทำงานนั้น ล้วนเป็นพยาบาลหัวหน้าตึก ที่ต้องคอยดูแลคนไข้ผมทั้งนั้น เป็นอย่างไรครับ ท่าทางงานผมจะรุ่ง (ริ่ง)
เมื่อเลือกวันได้ นั่นคือกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 มันก็บังเอิญกับที่คุณเมียสุดที่รักบอกมาว่า ปลายเดือนจะมีประชุมของราชวิทยาลัยตาที่บางกอก ดังนั้น ช่วงระหว่างกลางของงานผมจึงขออนุญาตลาพักร้อนและพาลูกเมียเที่ยวด้วยซะเลย
งานหนักจึงตกลงอยู่กับจิ๋ม เธอต้องตระเวนเน็ต เพื่อหาที่เที่ยวที่เชียงรายและที่ใกล้เคียง แต่จะว่าไปนั้น เชียงรายเราก็ไปกันบ่อยซะเหลือเกิน ครั้งนี้จึงคิดว่าจะไปเที่ยวปาย ตกลงปลงใจกันเรียบร้อยแล้ว หาที่พักที่ถูกใจไฮโซเงินน้อยได้ แต่เมื่อมาดูถึงการเดินทางก็ต้องยอมแพ้ ยอมแพ้จริงๆครับ เลยมานั่งคิดกันใหม่ ได้ที่ใหม่ นั่นก็คือเชียงใหม่ สถานที่ที่ลูกสาวทั้ง 2 คนไม่เคยไป พ่อกับแม่มันก็เคยไปกันแค่ครั้งเดียว นั่นก็คือเมื่อครั้งที่ยังคงเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 ในปี 2536 นู่น เป็นอันว่าลงตัว จองโรงแรมได้ จองตั๋วเครื่องบินได้ แล้วก็เฝ้ารอวันนั้น
เราวางแผนจะเช่ารถขับเที่ยวกันเอง ดังนั้นสิ่งสำคัญของเราน่าจะเป็นแผนที่ แต่อย่ากระนั้นเลย เคยบอกพี่หนึ่งเอาไว้ ว่าจะขอยืม GPS มาลองใช้ดู ไอ้เราเองก็อยากได้ใจจะขาด เพียงแต่ว่า ขับรถในหาดใหญ่ไม่รู้จะใช้มันทำอะไร แต่นี่จะขับรถที่เชียงใหม่ ถ้าไม่มีมันแล้วจะขับได้อย่างไร ถ้าจะขอเมียซื้อ ก็ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่ามันดี แล้วเรื่องซื้อค่อยมาพิจารณาอีกครั้ง 555
คืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 พี่หนึ่งก็กรุณาให้ยืม Garmin มา 1 ตัว แล้วมาดูกันซิว่า หมอธนพันธ์จะเป็นหมู่หรือจ่า
เกริ่นนำได้น่าติดตามมากๆค่ะ อ.แป๊ะ จะคอยติดตามนะคะ
เดี๋ยวจะมารออ่านตอนที่ 2 นะคะ :)
สวัสดีครับพี่โอ๋
ตอนนี้กำลังภาวนาว่าให้เครื่องขึ้นได้ครับ ไม่งั้นจะเที่ยวกรุงเทพต่อซะให้เข็ด
สวัสดีครับคุณครูโหด
แค่ชื่อก็ดูน่ากลัวแล้ว
สวัสดีครับคุณหมอ
กลับมาหาดใหญ่แล้วยัง ช่วยเอาแดดกลับมาด้วยหน่ะครับ ทางนี้ฝนตกติดต่อกันตั้งแต่ก่อนคุณหมอไปยังไม่หยุดเลยครับ
แล้วเจ้าGPSได้พาคุณหมอไปสวนสยามถูกต้องไหมครับ
พี่หนึ่ง
GPS นี่สุดยอดเลยครับพี่ ไม่มีหลง
แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ครับ เพราะว่าเรือบินไม่ออก อยากจะบ้าตายอยู่แล้ว
กะว่าจะเช่ารถขับไป ก็แพงหูฉี่ (แบบว่าต้องเช่า 3 วันขึ้นไป)
น่าจะอยู่กรุงเทพซะให้เข็ด
อีก 2 ทิตย์หนูก็จะไปจัด ราชวิทยาลัยสัญจรที่ เชียงรายประชานุเคราะห์ ค่ะ
ตอนแรกวางแผนเกินตัวจะไปเที่ยวปาย พอรู้เส้นทางการเดินทางและระยะเวลาก็หดเหลือ เที่ยวในจังหวัดเชียงราย ซื้อหนังสือมาเรียบโร้ย
กะชวนเพื่อนสาวโสดไปตะลุยเชียงราย ดันหดอีกเมื่อ เพื่อนสาวโสดดันได้รับตอบรับไปเมกาต้นเดือนหน้า
สรุปไปทำงานอย่างเดียว (ก็ได้) งานนี้มีพี่ปู(ชนี)คนสวยไปด้วย อ้อ ข่าวดี พี่ปูจะมีน้องแล้วเด้อ วิ้ว ๆ
ส่วนเรื่อง GPS เนี่ย ทะเลาะกะมันทุกวัน เช่น บอกว่าไม่ขึ้นทางด่วนพูดไม่รู้เรื่องรึไง จนคิดว่า อาจจะต้องมานั่งศึกษาให้รู้จักรู้ใจมันมากกว่านี้ ดันมีปัญหาว่าเราจะต้องศึกษามันในที่โล่งค่ะ เพราะเข้าบ้าน เข้าอาคาร มันก็ตายสนิท
แต่ยามฉุกเฉินก็ต้องกราบมัน 3 ทีแล้วภาวนาดังๆว่า ช่วยพาตูกลับบ้านนะ ขอร้อง..ง
เล้ง
ปูเขามีน้องตั้งนานแล้ว
บ้านเขามีลูก 3 คน ปูเป็นคนโต มีน้องชาย 2 คน
เธอนี่ ไม่รู้อะไรเลย