มีสุข ก็ต้องมีทุกข์
สุขก็คือทุกข์อย่างละเอียด
มีมากก็ทุกข์มาก
มาอยู่อย่างนี้ไม่มีอะไรมากมาย ทุกข์ก็ไม่มากไม่มาย
วัน ๆ หนึ่งตื่นมาก็เสียสละ ทำความดี ทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง เจอคนดีบ้าง เจอคนเลวบ้าง แต่ทุกย่างก้าวก็ถือว่าเป็นการ “ภาวนา...”
เมื่อก่อนเจอคนไม่ดีก็เก็บมาคิด เก็บมาเครียด
มาอยู่ที่นี่ก็คิดเสียว่ามาปฏิบัติธรรม มาภาวนา เจออะไรต่ออะไรก็ “ปฏิบัติธรรม” ก็ “ภาวนา”
ดูแล้วก็ปล่อย เห็นแล้วก็วาง ทำอย่างนี้ได้ก็สบายไปอย่าง
ข้าวก็มื้อเดียว เสร็จแล้วก็จบ ไม่ต้องเก็บ ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องมีภาระ สบาย สบาย...
ผ้าก็มีเท่านี้ ไม่ต้องแต่งอวดใคร ไม่ต้องมีเตารีด ไม่ต้องมีตู้เสื้อผ้า ไปไหนถึงไหน เคลื่อนย้ายสบาย สบาย…
ที่หลับ ที่นอน ก็กว้างสักซอก ยาวสักวา ปูผ้าหน่อยก็นอนได้ ไม่ต้องมีมุ้ง ไม่ต้องมีเตียงอะไร มีผ้าเอาไว้ “คลุมโปง” ก็หลับสบาย สบาย...
เงินก็ไม่มี ไม่ต้องหา ไม่ต้องเก็บ ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องชิง มีอยู่ มีกิน แค่นี้ก็สบาย สบาย...
ชีวิตที่มีน้อย ทุกข์น้อย
ชีวิตที่มีมาก ทุกข์มาก
ชีวิตที่ไม่มี ไม่ทุกข์
ไม่มีชีวิต ทุกข์จะมาจากไหน...?
การเกิดนั้นคือความทุกข์ ไม่เกิดแล้วทุกข์จะมาจากไหน...?
แต่ถ้าชาตินี้ยังเกิดอยู่ก็มีให้น้อย
มีสุขให้น้อย ทุกข์ก็จะน้อย
ไม่มีสุข ไม่ติดสุข ทุกข์ก็ไม่มี ไม่ต้องยึดติด ไม่ต้องดิ้นรน
ความร้อนเป็นความทุกข์อย่างเดียวเหรอ ความหนาวก็ทุกข์เหมือนกัน
หนาวก็ไม่ดี ร้อนก็ไม่ดี เช่นเดียวกับ ทุกข์ก็ไม่ดี สุขก็ย่อมไม่ดี
ทำชีวิตให้ไม่มีอะไร ไม่ติดทั้งทุกข์ ไม่ติดทั้งสุข
มีชีวิตอยู่เฉย ๆ แบบนี้แหละ
ทุกข์ก็ช่าง สุขก็ช่าง
เราก็จะอยู่ไปแบบนี้
ชีวิตที่เหลืออยู่มีไว้ทำความดี มีไว้เสียสละ
จะร้อนก็จะทำความดี จะหนาวก็จะเสียสละ หรือจะฝนตกก็จักไม่ละ จักทำความดีและเสียสละทุกลมหายใจ
ลองไม่มีอะไรในชีวิต แล้วชีวิตนี้จะปลิดได้ซึ่งสุขทุกข์
ชีวิตนี้จะเลิศประเสริฐสุด หากจบชีวิตนี้ แล้วไม่มีชีวิตหน้าอีกต่อไป...
ดูทางมันวกโค้ง หายไป
มิใช่จะสุดไกล เท่านั้น
ยังไปสู่ไหนไหน หลายแห่ง เชียวนา
จักอยู่ฤๅจักดั้น สิ่งนั้นตรองดู
ดูทางที่วกโค้ง หายไป
ลับอยู่คืออะไร ใคร่รู้
สุขทุกข์นั่นปะไร มีแน่
จักแย่หากทุกผู้ ไม่รู้ทันการณ์
สุขก็คือทุกข์อย่างละเอียด
ทุกย่างก้าว ถือว่าเป็นการภาวนา
ไปต่างจังหวัดมาหลายวัน
พอมาเข้าเวปแล้ว อ่านบทความนี้แล้วสบายใจจัง
อ่านบทความนี้แล้ว ปลงใจ สบายใจ โปร่ง โล่ง จัง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มันเป็นเช่นนั้นเอง
สาธุ
ขอบพระคุณ
หลายครั้ง หลายหน ที่เราเข้าใจว่า อื่ม... นี่แหละสุข และสุขนี่แหละเป็น "ของดี"
ติดสุขนี่แก้ยากกว่าติดทุกข์นั้นเสียอีก
คนที่หลงไปอยู่กับความสุขนั้น เป็นเจ้าแห่งมิจฉาทิฏฐิ
ลืมไปว่าตัวเองนี้เกิดมาพร้อมกับทุกข์ มีขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์
เข้าใจแต่ว่า โอ้... ชีวิตนี้สบาย ชีวิตนี้มีความสุข
มีเงิน มีทอง มีทรัพย์สิน มีแฟนหล่อ ๆ สวย ๆ รวย ๆ ได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ สารพัด สารเพ
อีกชั้นหนึ่ง... อันนี้นี่ติดหนัก "ติดสุขในสมาธิ" โอ้ว... สุขอะไรเช่นนี้ เรานิพพานแล้ว
สุขจนไม่เป็นอันทำอะไร จะนั่ง นั่ง นั่ง อยู่ร่ำไป ชีวิตนี้ไซร้จะสุขอย่างนี้ "ไม่จีรัง..."
เมื่อลุกขึ้นเมื่อไหร่ กิเลสและตัณหาก็จะเข้ามาถล่มทลายอย่างแน่แท้
มิหนำซ้ำ ยังทำตาขวาง ๆ อีกด้วยนะ
เราทำได้ คุณทำได้หรือเปล่า
มานั่งแข่งกันมั๊ย ใครนั่งได้นานกว่ากัน โอ้ว คนนี้สุดยอด นั่งได้แปดชั่วโมง สิบชั่วโมง
ดูคนนี้สิ เดินจงกลมได้สามวันติดต่อกัน นั่นไปซะอย่างนั้น
การปฏิบัติธรรมนั้นก็เพื่อทำให้เรามี "ปัญญา" มีปัญญาที่จะไปต่อสู้กับความโกรธ ความโลภ และความหลง
ใช้สมาธิจากการฝึกหัดนี้เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิตามธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
เมื่อก้าว เมื่อเดินไปไหน ใช้สมาธินี้ เรียกสติขึ้นมาต่อสู้ ต่อกร กับเจ้ากิเลสและตัณหา
ใช้สติ และสมาธิ เจริญพรหมวิหาร 4 อันว่าด้วยเรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาในทุก ๆ ลมหายใจ
แล้วใช้ปัญญาที่ได้จากการเจริญทั้ง 40 พระกรรมฐานเมื่อปล่อยวางซึ่งตัว ซึ่งตน
อื่ม... นี่แหละคือทางหลุดพ้นแห่ง "สังสารวัฏ"
สังสาระที่หมุนเวียนเปลี่ยนวนให้เราต้องกลับมาเกิดอีก
มีการเกิดก็ต้องมีทุกข์
ทุกข์ทั้งจากการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย
และเป็นการตายที่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งทุกข์เสียอีก
ปัญญาที่มีศีลและสมาธิเป็นพื้นฐานนั้นจักนำพาเราให้พ้นจากวัฏฏะที่น่าสงสารนี้เสียได้
ท่านทั้งหลายโปรดก้าวเดิน และก้าวเดิน
เดินหน้า มุ่งตรงในสายแห่ง "อริมรรค" อันประเสริฐพลัน...
สาธุ