กรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของสถาบันอุดมศึกษา

    ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ กล่าวเริ่มต้น แนวคิด การประเมิน ของ ก.พ.ร คือ การเรียนรู้ และ การประเมิน เพื่อพัฒนา ที่เรียกว่า Assessment Base Development

    การพัฒนาสู่สากล และ ตามเอกลักษณ์ แล้วแต่อัตตลักษณ์ของสถาบัน

    จะมีการโยงถึงการประมินรอบสาม ของ สมศ โดยการประเมิน จะออกแบบให้ตรงกับธรรมชาติที่สังกัด แนวโน้มจะแบ่งเป็น Research University ชุมชน และ เฉพาะทาง ที่น่าสนใจ คือ การนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณในอนาคต

    หลักที่สอง คือ หลักของเอกภาพ คือ โดย ดู ที่การปฎิรูปการศึกษา ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับการประเมินคุณภาพภายใน ที่ต้องทำทุกปี    

    มาตรฐานของหลักสูตรจะต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐาน

    สกอ จะทำ Post Audit ว่าหลักสูตรที่เปิดได้มาตรฐานหรือไม่โดยเฉพาะที่เปิดนอกสถานที่ตั้ง ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตามมาตรฐานกำหนด

    สกอ กำหนดจำนวนอาจารย์นอกที่ตั้ง ซึ่งเน้นสองมาตรฐาน ศักยภาพในการจัดการศึกษาเน้นเรื่อง Infrastructure และ มาตรฐานที่จัดการศึกษาได้ประสิทธิภาพ โดยจะใช้ผลประเมินภายในและภายนอกของทั้ง สกอ และ สมศ

    ระบบการประเมินที่มีเอกภาพ ต้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงบประมาณ

    หลักที่สามเรื่องเอกลักษณ์และจุดเน้น โดยสถาบันเจริญตามจุดเน้นของตนเอง โดยเฉพาะวิจัยและบัณฑิตศึกษาทั้งที่ภูมิภาค และ สากล ประเด็นท่สำคัญ คือ Output + Outcome ไม่ใช่ Input สภามหาวิทยาลัย จะต้องรับผิดชอบแทน สกอ สภา ต้องรับรู้และรับทราบ

    หลักที่สี่ คือ ความต่อเนื่องของการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพสู่งานประจำและความยั่งยืน เน้นที่ ตัวบ่งชี้ หรือ indicator ที่ไม่เปลี่ยน แต่จะปรับเปลี่ยนบางตัว โดยให้ความสำคัญมากขึ้น โดยถอดเรื่อง การบริการวิชาการและทำนุ ออก

    ที่ผ่านมา มิติที่ต้องเน้น คือ ประสิทธิผล ร้อยละ ๔๕ การพัฒนาสถาบัน โดยจะใช้ทั้ง กระบวนการ เช่น Iso และ Result base โดย สมศ เน้นทั้ง กระบวนการ คือ ประสิทธิผล คุณภาพ ๑๕ และ การพัฒนาสถาบันเพิ่มเป็นร้อยละ ๓๐

    เรื่อง ค่าคะแนน ๑ หรือ ๒ แย่พอกัน สามขึ้นไปถือว่า บรรลุเป้าหมาย

    มิติที่ ๑ มีห้าตัว คือ โดยระดับที่สามเน้นที่เป้าหมายที่สะท้อนเอกลักษณ์ จุดเน้น ระดับห้าคือการพัฒนาสู่มาตรฐานสากล

    ต้องมีการทำนโยบายสอดคล้องกับกระมรวงและ สกอ

    ตัวชี้วัดที่สาม ต้องไปศึกษา พรบ ของสถาบันอุดมศึกษา ว่าได้ทำตามนั้นได้หรือไม่

    เป้าหมายที่สำคัญ หากวิจัยเน้น referee journal และ ทรัพย์สินทางปัญญา โดยต้องมีวัตถุประสงค์เฉพาะของแต่ละแห่ง เน้นทั้งกระบวนการและ output outcome

    ตัวชี้วัดที่ ๓ การสะท้อนเอกลักษณ์และจุดเน้น รวมวัตถุประสงค์ พรบ

    ๔.๑.๑ ควรหาข้อมูลไม่ใช่เฉพาะวันที่รับปริญญาอย่างเดียว ดังนั้นการปรับหลักสูตร ปรับกลยุทธ์ให้บัณฑิตสร้างงานเองให้ได้ สำรวจการมีงานทำภายใน ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ หรือ ว่าการสำรวจจากแหล่งใด ช่องทาง สมาคมศิษย์เก่า การทำงานตรงสาขา อย่างช้าภายใน ๑๓ ก.พ ๒๕๕๓ การทำงานตรงสาขา คาดหวังว่า สาขาวิชาการ ทำงานตำแหน่งอะไร นำความรู้ไปใช้ในหน้าที่อย่างไร สามในทีสี่ของความรู้ที่นำไปใช้จากการเรียนระดับปริญญาตรี  มหาวิทยาลัยควรต้องพิจารณาว่าตรงหรือไม่ด้วย

    ๔.๑.๓ เรื่องสภาวิชาชีพ ซึ่งยังมีปัญหา สรุปว่าใช้ย้อนหลังสามปี มีกี่คนเข้าสอบกี่คน รอบสาม บอง สมศ จะเน้นเพราะสะท้อนภาพ competency ของบัณฑิต

    ๔.๑.๔ เหมือนปี ๕๑ไม่นับภาคนิพนธ์ และ ไม่นับซ้ำ

    งานวิจัย ที่มี peer review หรือ พิชญวิจารณ์ ตามแนวทาง สกอ การแจงนับ ไม่นับซ้ำอาจารย์ เพราะต้องการดูการกระจายของอาจารย์

    ๔.๒.๒ งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ (ไม่ใช่แค่ ตีพิมพ์ โดยมีหลักฐานการใช้ประโยชน์จริง) ไม่นับซ้ำและไม่รวมลาศึกษาต่อ

    ๔.๒.๓ ตามแนวทาง  ก.พ.อ ทั้งงานวิจัย งานวิชาการ โดยต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองหนังสือที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัย หรือ การมีระบบกลั่นกรองที่มีมาตรฐาน ใม่ใช่เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง ไม่ใช่แจกจ่ายวางขาย ดูนิยาม ของ สกอ โดยไม่นับซ้ำหากพิมพ์หลายครั้ง

    ตัวที่ ๕ เรื่อง สู่สากล การดู miles stone คือ จากหนึ่งไปสอง หรือ สาม ห้ามฟันหรอ ไม่มีการก้าวกระโดด โดยไม่นับที่จัดโดย webometric.com

มิติที่ ๒ เรื่องความพึงพอใจ และ คุณภาพ

    ความพึงพอใจของผู้ใช้ และ นิสิตนักศึกษา

    การประกันคุณภาพ ภายในเป็นตัวนำ โดยการทบทวนระบบและกลไก การทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานการประเมินตนเองที่ได้มาตรฐาน โดยต้องมีผลการประเมินภายใน

ขั้นตอนที่สาม คือ นำผลการประเมินตนเองและผลจากการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ปรับปรุงพัฒนาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ต้องผ่านสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา (ได้สองคะแนน)

มิติที่สาม

JJ2008 ฅ ฅน ธรรมดา