เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการพัฒนาการศึกษา

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษา

เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) ตลอดจนนวัตกรรมและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ  ล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา" หมายถึง การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายโทรคมนาคมที่ต่อเชื่อมกัน สำหรับส่งและรับข้อมูลและมัลติมีเดียเกี่ยวกับความรู้โดยผ่านกระบวนการประมวล รูปแบบที่มีความหมายและความสะดวก มาใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถเรียนรู้ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีทางการศึกษามีความสำคัญต่อการศึกษาดังนี้

1.  เทคโนโลยีการศึกษาทำให้การเรียนการสอน มีความหลากหลาย ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้กว้างขวาง เรียนได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้สอนมีเวลาให้ผู้เรียนมากขึ้น             

2.  เทคโนโลยีการศึกษาสามารถตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของผู้เรียน การเรียนการสอนจะเป็นการตอบสนองความสนใจและความต้องการของแต่ละบุคคลได้ดี

3.  เทคโนโลยีการศึกษาทำให้การจัดการศึกษา ตั้งบนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การจัดการศึกษาเป็นระบบ

4.  เทคโนโลยีการศึกษาทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง และได้พบกับสภาพความจริงในชีวิตมากที่สุด

5.  เทคโนโลยีการศึกษาทำให้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพแห่งตน

                ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

http://ednet.nstru.ac.th/drprakob/

 

การจัดการความรู้

(อังกฤษ: Knowledge management - KM)

          การจัดการความรู้ (knowlege Management) คือกระบวนนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย (วิจารณ์ พานิช : ๒๕๔๘-๓)

รูปแบบการจัดการองค์ความรู้โดยปกติเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กร เช่น เพื่อแบ่งปันภูมิปัญญา, เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน, หรือเพื่อเพิ่มระดับนวัตกรรมให้สูงขึ้น

ประเภทของความรู้  ความรู้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)  ความรู้ชัดแจ้ง คือความรู้ที่เขียนอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร เช่น คู่มือปฏิบัติงาน หนังสือ ตำรา

2. ความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge)  ความรู้แฝงเร้น  คือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน  ไม่ได้ถอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบางครั้ง     ก็ไม่สามารถถอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นความรู้แฝงเร้น อยู่ในคนทำงาน  ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง จึงต้องอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน

รูปแบบการจัดการความความรู้ในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะคนในสถานศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 

รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการสอน

          เมื่อครูเป็นมีบทบาทสำคัญและมีความจำเป็นจะต้องเป็นครูจัดการความรู้ในระดับต่าง ๆ  ครูจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถและทักษะในการจัดการความรู้สูงขึ้นตามเป้าหมายความรู้ที่ต้องการ

จัดทำแผนกลยุทธ์และกระบวนการ เป็นการจัดทำแผนกลยุทธ์ด้านการจัดการความรู้ด้าน

การสอน โดยต้องสัมพันธ์กับกลยุทธ์หลักของสถาบัน ซึ่งอาจเริ่มต้นโดยใช้วิธีการ SWOT Analysis หลังจากนั้นให้ทำแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาความรู้ด้านการสอน เพื่อกำหนดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีทิศทางในการดำเนินการอย่างชัดเจน

 

 

ประเมินระบบ (System) คือ การประเมินว่าระบบการจัดการความรู้สามารถใช้ได้ในบริบท

ขององค์การ โดยการประเมิน ซึ่งอาจเป็นการประเมินเชิงคุณภาพ หรือเชิงปริมาณ 

ประเมินผลผลิต (Output) คือ การประเมินผลการจัดการความรู้ด้านการสอน เช่น การมีองค์ความรู้ด้านการ

สอนเพิ่มขึ้น

ประเมินผลลัพธ์ (Outcome) คือ การประเมินประสิทธิภาพของการจัดการความรู้ด้านการสอน 

 

การจัดรูปแบบการจัดการความรู้ในสถานศึกษาดังกล่าวข้างต้นจะสามารถเสริมสร้างสมรรถนะคนในสถานศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

http://ednet.nstru.ac.th/drprakob/