เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 14 พย.51 ผู้เขียนและเพื่อน (อ้อ) ออกเดินทางจาก SM Tower มุ่งหน้าสู่ท่าน้ำนนทบุรีตามแผนที่วางไว้ว่า เราจะลงเรือด่วนเจ้าพระยาจากที่นั่นเพื่อไปขึ้นฝั่งที่ท่าวังหลังแล้วข้ามฟากไปท่าพระจันทร์ จากนั้นเดินเท้าเข้าสู่ท้องสนามหลวงอันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

 

เวลา 19.02 น. เราทั้งคู่เดินทางถึงท่าน้ำนนท์ รู้จากเจ้าหน้าที่ท่าเรือว่า เรือลำสุดท้ายได้ออกไปแล้ว...ก็เลยชวนกันไปหาข้าวกินแถวๆ นั้น เพื่อปรับแผนการเดินทาง

 

เวลาประมาณ 19.30 น. ออกเดินทางจากท่าน้ำนนท์ ด้วยรถร่วมบริการสาย 203 มุ่งหน้าสู่ท้องสนามหลวง โดยโทรนัดหมายกับเพื่อนอีก 2 คน (ญ กับ ต้น) ให้ไปดักรอขึ้นรถคันเดียวกันกับเราที่หน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า

 

เวลาประมาณ 20.30 น. เราลงจากรถ แถวๆ หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วค่อยๆ เดินเข้าสู่ท้องสนามหลวง... ภาพของ พระเมรุ ปรากฏสง่างามอยู่เบื้องหน้า...สมกับความมุ่งหวังและตั้งใจที่อยากมาเห็นด้วยตาของตัวเอง

 

ผู้คนจำนวนมากมายจากหลากหลายสารทิศ หลั่งไหลมาที่นี่ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน...พวกเราค่อยๆ เดินลัดเลาะชมความงามของ พระเมรุ ไปรอบๆ ระหว่างทางแวะซื้อเหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีฯ ที่มีคนรับมาวางขาย ต้น เป็นตากล้องถ่ายภาพ พระเมรุ ทุกมุมที่สามารถถ่ายได้ พอเดินไปถึงบริเวณเยื้องๆ กับศาลหลักเมือง เราก็ชวนกันข้ามถนนเพื่อไปชมความงามในระยะไกล เมื่อข้ามถนนมาแล้วจึงพบว่ามีผู้คนจำนวนมากมายนั่งและนอนเรียงรายจับจองพื้นที่เต็มตลอดแนวยาวเหยียดของฟุธบาธฝั่งตรงข้ามกับท้องสนามหลวง

 

เดิมเราตั้งใจกันว่าพรุ่งนี้เช้าจะนัดเจอกันอีกครั้ง เพื่อร่วมชมริ้วขบวนแห่เชิญพระโกศ แต่พอเห็นแบบนี้แล้วเลยต้องปรึกษากันใหม่ เพราะถ้ากลับไป แล้วกลับมาในตอนเช้าคงไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับเราแน่นอน

 

เวลาประมาณ 21.30 น. ญ และ ผู้เขียน ตกลงใจค้างคืนเพื่ออยู่รอชมริ้วขบวนแห่เชิญพระโกศในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้

 

ก่อนจะหาฐานที่มั่นเพื่อปักหลักรอ เราเดินออกไปอาศัยเข้าห้องน้ำที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย จากนั้นออกมาแวะที่ร้าน 7-11 เพื่อเตรียมเสบียงไว้สำหรับพรุ่งนี้เช้า ซื้อแผ่นพลาสติกรองนั่งที่มีคนเดินเร่ขาย ราคาแผ่นละ 20 บาท เมื่อพร้อมแล้วเราจึงเดินย้อนกลับขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่นั่งที่เหมาะที่สุดเท่าที่พอจะหาได้ ณ เวลานี้

 

เวลาประมาณ 22.00 น. เราได้ฐานที่มั่นตรงบริเวณหน้าศาลหลักเมือง บนฟุธบาธตรงจุดกึ่งกลางทางสามแพร่งที่เมื่อมองไปทางซ้ายก็จะเห็นพระบรมมหาราชวัง มองไปทางขวาก็จะเห็น ยอดพระเมรุ เด่นสง่าพ้นแนวต้นมะขามที่รายรอบ มีอัฒจันทร์ของสื่อมวลชนขนาบอยู่ 2 ข้างของพื้นที่ที่เรามาจับจอง มีเครนขนาดใหญ่สำหรับถ่ายภาพมุมสูงจอดสงบนิ่งรออยู่ก่อนแล้ว

 

บริเวณนี้มีคนมานั่งและนอนจองอยู่ก่อนหน้าเราแล้วประมาณ 10 กว่าคน จากการพูดคุยสอบถามทราบว่าส่วนใหญ่เดินทางมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี ซักพักหนึ่งก็มีคนทยอยเข้ามาสมทบในบริเวณนี้อีกเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่

 

เรานั่งพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย พอรู้สึกเมื่อยก็ลุกขึ้นบิดตัวไปมาอยู่บริเวณนั้น เพราะไปไหนได้ไม่ไกล เกรงใจคนที่นอนเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ บางครั้งก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ที่มานั่งรออยู่ด้วยกันบ้าง บางครั้งก็หยุดฟังว่าคนอื่นเขาคุยอะไรกัน บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้ายามราตรีของกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยเห็นอย่างเต็มตาอย่างนี้มาก่อน พระจันทร์คืนเรม 2 ค่ำ ส่องสว่างสวยงาม แข่งกับแสงไฟที่ประดับประดาอยู่ทั่วทั้งบริเวณท้องสนามหลวง ลมหนาวพัดผ่านมาเป็นระยะๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่พอทนไหว การได้สัมผัสกับลมหนาวอย่างใกล้ชิดในพื้นที่โล่งแจ้งอย่างนี้ก็ได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

 

... เพราะเราคอย อย่างมีเป้าหมาย แม้เวลาจะค่อยๆ ผ่านไป แต่ก็ไม่ได้เนิ่นช้าจนเกินกว่าที่จะรอ

 

เวลาประมาณ 03.00 น. เริ่มรู้สึกง่วงนอนนิดหน่อย ก็พอดีมีเหตุการณ์ให้ตาสว่าง เพราะเริ่มมีกระแสข่าวจากใครไม่รู้แว่วมาว่า บริเวณตรงนี้เขาไม่ให้ประชาชนเข้ามานั่ง เพราะจะเกะกะการทำงานของช่างภาพ มีบางคนรีบย้ายไปหาที่ใหม่ทันทีที่ได้ข่าว แต่ส่วนใหญ่รวมทั้งเรา 2 คนไม่ย้าย

 

หลายคนจับกลุ่มถกเถียงกันเรื่องที่จะโดนไล่ไปนั่งที่อื่น ซักพักหนึ่งเจ้าหน้าที่ประจำเครน 2 คน เดินทางมาถึงพร้อมอุปกรณ์อีกกองใหญ่ พี่ ป้า น้า อา ที่นั่งอยู่อย่างไม่เป็นสุขเท่าไหร่นักจึงสอบถามว่า จะไล่ที่พวกเราหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนบอกประมาณว่า นั่งไปเถอะผมน่ะไม่ไล่หรอก แต่คนอื่นไม่รู้ ยังไงก็ให้คอยหลบเครนตอนหมุนไปหมุนมากันเอง

 

ซักพักหนึ่งก็มีรถตู้มาจอดริมถนนด้านหน้าบริเวณนี้ มีข้าราชการแต่งเครื่องแบบขาวเต็มยศลงมากันหลายคน มี 2-3 คน เดินมาเมียงๆ มองๆ ที่กลุ่มของเรา แล้วก็เดินออกไปคุยอะไรกันสักครู่หนึ่ง พี่ข้าราชการผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินมาบอกว่า ไม่อยากให้พวกเรามานั่งบริเวณนี้ ไม่ใช่ว่าหวง แต่ห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกเรา และห่วงว่าช่างภาพจะทำงานไม่สะดวก เพราะเครนจะต้องหมุนไปหมุนมาเพื่อจับภาพงานพระราชพิธีฯ ทางที่ดีอยากให้พวกเราย้ายไปหาที่นั่งที่อื่น

 

ปฏิกริยาตอบรับมีหลายแบบ มีจำนวนหนึ่งรีบย้ายออกไปโดยดี ส่วนเรา 2 คน เพียงแค่เลื่อนที่นั่งไปอยู่บริเวณหลังอัฒจันทร์ของสื่อมวลชน เพราะกะประมาณรัศมีการหมุนของเครนแล้วว่า ยังไงซะก็ไม่มีทางหมุนมาโดนเรา และเราก็ไม่เกะกะใครแน่เพราะเราอยู่หลังอัฒจันทร์

 

พี่ๆ น้าๆ ป้าๆ อีกกลุ่มหนึ่งต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่า ถ้ารู้อยู่แล้วว่าตรงนี้จะไม่ให้ประชาชนนั่งทำไมไม่กั้น หรือเขียนบอกไว้ตั้งแต่แรก มาบอกตอนนี้มันเสียความรู้สึก เพราะบางคนมานั่งจองตั้งแต่บ่าย ตั้งแต่เย็น ตั้งแต่หัวค่ำ พอมาถึงตอนนี้บอกให้ไปหาที่ใหม่ จะไปหาที่ไหน เพราะทุกที่ก็มีคนจองเต็มหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พยามบอกว่าห่วงว่าจะไม่ปลอดภัย ทุกคนก็พยายามบอกว่าจะดูแลตนเอง จะคอยหลบเครน จะเบียดๆ กันอยู่ไม่ให้เกะกะเจ้าหน้าที่ทำงาน... เข้าใจความรู้สึกว่าทุกคนไม่อยากย้าย คือยังไงซะก็จะขอปักหลักนั่งรอตรงนี้ เจ้าหน้าที่ก็เลยถอดใจไม่ว่าอะไร แต่ก็ให้คนเอากรงเหล็กมากั้นอาณาเขตว่าให้พวกเรานั่งได้บริเวณแค่ไหนบ้าง

 

เวลาประมาณ 04.00 น. สื่อมวลชนทยอยกันมาต่อแถวเพื่อเช็ครายชื่อขึ้นนั่งประจำบนอัฒจันทร์ ซักประมาณกว่า 50 ชีวิตเห็นจะได้ ผู้คนด้านหลังก็เริ่มเดินผ่านไปผ่านมาคับคั่งมากขึ้น ตรงบริเวณที่เรา 2 คนนั่งอยู่ มีคนแวะเวียนเข้ามาหวังจะจับจองที่นั่งบ่อยมากเพราะเขายังไม่รู้เรื่องการทำงานของเครน พอรู้แล้วก็ต้องพากันออกไปหาที่ใหม่ แต่เรา 2 คนไม่คิดย้ายไปไหน เพราะเรามั่นใจว่าเราไม่เกะกะใคร และถ้าเครนจะชนเราได้ก็คงต้องชนอัฒจันทร์สื่อมวลชนก่อน

 

ยิ่งใกล้ฟ้าสางผู้คนยิ่งหลั่งไหลมาอย่างคับคั่ง เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ตำรวจ และทหารในเครื่องแบบหลากสีสวยงาม ต่างเตรียมการซักซ้อมและทำหน้าที่กันอย่างพร้อมเพรียง ผู้เขียนนั่งดูเพลิน ลืมความง่วง...จนฟ้าค่อยๆ สาง และในที่สุดยามเช้าก็มาถึง

 

เวลา 06.00 น. ท้องฟ้ายามเช้าเป็นสีฟ้าอ่อนๆ แสงแดดทอทาบมาที่ยอดเจดีย์สีทองในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เปล่งประกายระยิบระยับสวยงามจับตา

 

เวลา 07.00 น. พระราชพิธีฯ เริ่มต้นขึ้นตามหมายกำหนดการ พวกเราต่างนั่งรอกันด้วยใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่ริ้วขบวนจะเคลื่อนผ่านมาถึงบริเวณที่เรานั่งอยู่

 

... ริ้วขบวนพระอิสริยยศเชิญพระโกศ เคลื่อนมาอย่างช้าๆ งดงาม ...และเมื่อพระมหาพิชัยราชรถปรากฏอยู่ตรงหน้า สายตาของผู้เขียนจับจ้องอยู่ที่ พระโกศ พนมมือไหว้ถวายความอาลัย และน้อมส่งเสด็จฯ สู่สวรรคาลัย ... ขบวนเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ ตามมาด้วยขบวนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ตามพระโกศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นทั้งสองพระองค์แบบใกล้ขนาดนี้ เมื่อขบวนค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ผู้เขียนเริ่มขยับเดินลัดเลาะด้านหลังอัฒจันทร์เพื่อตามดูริ้วขบวน จนกระทั่งพระมหาพิชัยราชรถเลี้ยวเข้าสู่ท้องสนามหลวง

 

ญ แยกไปถ่ายภาพบนอัฒจันทร์สื่อมวลชน ส่วนผู้เขียนยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศแวดล้อมที่ได้มามีส่วนร่วมในครั้งนี้ เก็บไว้เป็นความทรงจำสำหรับระลึกนึกถึงและเล่าขานสู่กันฟังไปอีกนาน...ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

 

เวลาเกือบๆ 11.00 น. เราชวนกันกลับเพราะสภาพร่างกายเริ่มอ่อนล้าลงแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนผู้เขียนไม่ได้เข้าห้องน้ำอีกเลย เมื่อตอนสายๆ จิบกาแฟที่เตรียมไว้ 2 อึกกันปวดหัว จิบน้ำตามไปอีก 2 อึก ไม่อยากดื่มกินอะไรมาก เพราะไม่อยากเดือดร้อนต้องออกไปเข้าห้องน้ำ ตอนนี้ร่างกายเริ่มประท้วงแล้ว จึงต้องตัดสินใจกลับ โดยเดินออกมาทางซอยศาลฎีกา ระหว่างทางเห็นผู้คนเข้าคิวรอเข้าห้องน้ำที่ กทม. จัดรถสุขาเคลื่อนที่มาบริการหลายคัน แต่คิวก็ยังยาวเหยียด รถขายอาหารบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อคิวกันอุดหนุน

 

สะพานพระปิ่นเกล้าตอนที่ไม่มีรถเลยซักคันสวยมากๆ ญ นัดให้ต้นมารับที่ห้างพาต้า เรา 2 คนรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเดินจากสนามหลวงข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปจนถึงห้างพาต้า เพื่ออาศัยเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า และกินข้าวมื้อเช้ารวบมื้อกลางวัน พอกินอิ่มผู้เขียนก็หมดแรง หนังตาบนกับหนังตาล่างสามัคคีกันจนแยกไม่ออก ต้นเห็นท่าว่าคงจะไม่ไหวเลยอาสาส่งให้ถึงที่พัก

 

เวลา 13.22 น. ผู้เขียนล้มตัวลงนอน ตั้งใจว่าจะพยายามตื่นขึ้นมาให้ทันออกไปถวายดอกไม้จันทน์ที่วัดใกล้บ้าน รู้สึกตัวอีกทีดูนาฬิกาเป็นเวลา 16.28 น. เหมือนว่านอนยังไม่พอ สภาพร่างกายไม่เห็นด้วยที่จะต้องออกไปไหนอีก ก็เลยเปิดทีวีดูรายการถ่ายทอดพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ จนจบการถ่ายทอด และเข้านอนเวลาประมาณ 01.00 เศษๆ

 

บรรยากาศแวดล้อมอื่นๆ :

  • มีเจ้าหน้าที่แจกใบปลิวที่เป็นข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มาร่วมชมริ้วขบวน ส่งให้อ่านต่อๆ กันไป ผู้เขียนอ่านคร่าวๆ เห็นว่าขอความร่วมมืออยู่ 6 ข้อ เช่น คนที่อยู่ 3-4 แถวแรกให้นั่งราบกับพื้น เมื่อขบวนเคลื่อนผ่านให้ก้มลงกราบ ห้ามกางร่ม ห้ามถ่ายรูปริ้วขบวน อีก 2 ข้อจำไม่ได้ แต่พอถึงเวลาจริงด้วยความที่ทุกคนก็อยากเห็นริ้วขบวนให้ชัดเจนที่สุดมีบางคนลุกขึ้นยืน คนอื่นๆ ก็ต้องลุกยืนตามเพราะถูกบัง ตอนริ้วขบวนเคลื่อนผ่านมาตรงหน้าก็ไม่มีที่พอสำหรับก้มกราบเพราะทุกคนเบียดเสียดกันแน่น ต่างก็อยากอยู่แถวหน้าด้วยกันทั้งนั้น อีกส่วนหนึ่งก็หามุมแอบถ่ายรูปกันจ้าละหวั่น เกินกว่าจะควบคุมได้
  • มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันเล็กน้อยระหว่าง 1) กลุ่มคนที่นั่งชมริ้วขบวนในบริเวณเดียวกับผู้เขียน 2) ช่างภาพที่ควบคุมเครน และ 3) ผู้สื่อข่าวที่อยู่บนอัฒจันทร์ทางด้านขวา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยื่นเครนออกไปเกินขอบเขตที่ตกลงกันในการประชุมซึ่งกำหนดระเบียบร่วมกันว่า ไม่ให้ยื่นเครนออกไปเกินระยะฟุตบาธ แต่เครนที่อยู่ตรงจุดนี้ยื่นเกินออกไปประมาณ 1 เมตร แถมยังแช่ค้างอยู่นานและกดเครนลงต่ำทำให้ช่างภาพคนอื่นๆ ได้ภาพที่ไม่สวยงามเพราะมีภาพเครนติดไปด้วย คนที่นั่งชมริ้วขบวนอยู่ก็ไม่ได้เห็นภาพอย่างงดงามเต็มตาเพราะมีเครนยื่นคาบังสายตาอยู่ครั้งละนานๆ ที่สำคัญกว่านั้นผู้เขียนเห็นว่าช่างภาพที่ควบคุมเครนทำหน้าที่ไม่หมาะสมอย่างมากเพราะยื่นเครนลงต่ำและอยู่ในระยะประชิดจนแทบจะเกี่ยวกับยอดฉัตรที่นำริ้วขบวน พอจวนตัวก็รีบหมุนเครนกับอย่างเร็วโดยไม่สนใจว่าจะชนใครบ้าง มีเสียงขอร้องไม่ให้แช่เครนอยู่ในระดับต่ำๆ นานๆ แบ่งให้คนอื่นได้ถ่ายภาพบ้าง เจ้าหน้าที่เครนก็ไม่สนใจ แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ อย่างที่ไม่น่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้เลย

 

ปลาทูแม่กลอง

18 พฤศจิกายน 2551