บันทึกไว้หน่อย : เมื่อคืนน้องพลอย (ลูกผู้พิพากษา/ มีหลายน้องพลอย) โทรมาหา 4 สาย ไม่ได้รับสาย เพราะกินยาแก้หวัดแล้วจึงเข้านอนเร็ว ตื่นขึ้นมาตอน 2 ทุ่มกว่าๆ ก็เลยโทรกลับไป น้องพลอยเล่าว่า เมื่อวันเสาร์มาให้เลือดที่ สปร. (น้องเธอเป็น Thalassemia จึงต้องให้เลือดบ่อยๆ) เธอบอกว่าเมื่อให้เลือดเสร็จก็เดินทางกลับ กทม. เลยรู้สึกเหนื่อยมาก 

ถามว่าทำไมจึงไม่ให้เลือดที่แถวสามย่าน เธอบอกว่า รพ. ที่กรุงเทพ คนเยอะเหมือนที่ สปร. แต่ที่ สปร. มาให้เลือดบ่อยจนสนิทกับ หมอและพยาบาล ดังนั้นจึงสะดวกกว่า อีกอย่าง รพ. ที่กรุงเทพ ดูๆ เหมือนเขาจะหวงเลือดคือ สำรองไว้ให้คนป่วยฉุกเฉิน และเหมือนเขาจะมองว่า คนป่วย Thalassemia เป็นพวกผลาญเลือด เพราะต้องมารับเลือดบ่อยๆ (คิดไปเอง) ที่โทรมาก็คือจะวานให้พี่เต๋าแต่งโคลง เกี่ยวกับต้นไม้ให้สัก 2 บท แต่จำชื่อต้นไม้ในวรรณคดีไม่ได้เดี๋ยวจะโทรมาบอกอีกที เธอบอกว่าวันนี้นั่งรถเมลไปสมัครสมาชิก Fitness ที่สนามศุภฯ ก็เลยถามว่าทำไมต้องนั่งรถไปถึงที่สนามศุภ ไม่สมัครที่ Fitness ของจุฬา เพราะเรียน เตรียมอุดมฯ ก็อยู่ติดๆ กัน เธอบอกว่าแพง Fitness ของจุฬา ค่าสมาชิกปีละ 10,000.- ส่วน Fitness ของสนามศุภฯ ค่าสมาชิกปีละแค่ 1,000.- และอยู่ใกล้คอนโด 

น้องพลอยถามว่าพี่เต๋า เคยอ่าน นิยายเรื่อง อยู่กับก๋ง ของ หยก บูรพา มั้ย? ก็เลยบอกว่าไม่เคยอ่าน แต่เคยดูที่ทำเป็นละครแต่ก็จำไม่ค่อยได้ น้องพลอยบอกว่า อ่านแล้วทำไม หยก เด็กอายุ 13 หื่นจัง เลยถามว่า หื่นยังงัย ก็คนเขียนเขียนอธิบายว่า หยก แอบมองก้นของคุณนาย แถมยังวิจารณ์ว่า นี่น่ะเหรอที่เขาเรียกว่า การเดินแบบสะโพกยักคิ้ว ไม่น่าเชื่อเลยนะพี่ว่าจะเป็นความคิดของเด็กอายุ 13 -_-'' (พี่เต๋า no comment)

เอ่อ ที่ไปสมัครสมาชิก  Fitness เพราะมีเพื่อนไปโพสในเวปบอร์ดโรงเรียนว่า เพื่อนๆ คร่ำเคร่งกับการเรียนได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายกันบ้างหรือเปล่า? แล้วก็มีบางคนมาบอกว่า เล่นกีฬาบนเตียง สุดท้ายมาเฉลยว่า กีฬาบนเตียงก็คือ กีฬา A-math (เกมส์แก้สมการคณิตศาสตร์แบบอักษรไขว้) ด้วยเหตุนี้เธอจึงไปสมัครสมาชิก Fitness เธอว่า อยู่ กทม. มลภาวะเป็นพิษ อยู่ใกล้ความตายแค่เอื้อม (ดีจะได้หมั่นพิจารณา มรณัสติ) 

สุดท้าย เธอเล่าในห้องชอบเรียกเธอว่า หมวย เพราะหน้าหมวยๆ และผิวขาวๆ แถมเป็นคนนครสวรรค์ คนก็เลยมักจะเข้าใจว่ามีเชื้อจีน และเธอก็เล่าถึงเพื่อนสนิทของเธอชื่อ นายโบกี้ ที่เรียนแผนกศิลป์ฯ ภาษาเยอรมันด้วยกัน จบมาจาก อัสสัมฯ เรียนได้หนึ่งเทอมก็ ได้ทุนแลกเปลี่ยนที่ อเมริกา ตอนที่เรียนด้วยกันชอบมาแกล้งเธอ เช่นมาแย่งแว่นตาไปใส่ แย่งสมุด  diary ไปอ่าน ตอนไปกินข้าวที่โรงอาหารก็แกล้งๆ กินมูมมามแล้วพอทำกับข้าวตกก็ตักจากจานเอามาใส่ในจานของเธอ แต่นายโบกี้นิสัยดีคือช่วยเธอ ถือกระเป๋าหนังสือ น้องพลอยเธอเล่าต่อว่า เด็กเตรียมอุดมฯ บางคน บางกลุ่ม มี fasion อย่างหนึ่งก็คือชอบใช้กระเป๋า jacob ใบละ 4,000.- แต่ก็ไม่ได้มีเอาไว้ใส่หนังสือ คือทำให้กระเป๋าแบนๆ หาคลิปมาหนีบ ให้กระเป๋ายิ่งแบนๆ มากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งแบนเท่าไรก็ยิ่งเท่

เลยถามว่าแล้วน้องพลอยทำตาม fasion กะเขาด้วยหรือเปล่า น้องพลอยบอกว่าเปล่า หนูใช้กระเป๋า เป้ ของเตรียมอุดมฯ นั่นล่ะแถม หิ้วกระเป๋าใส่หนังสืออีกใบเพราะหนังสือเรียนมีเยอะ ด้วยเหตุนี้ก็เลยรู้สึกปลื้มนายโบกี้ที่มาช่วยถือกระเป๋า และเดินไปส่งแถวสยาม ตอนเรียนพิเศษ พอนายโบกี้ไปเรียนแลกเปลี่ยนฯ ที่อเมริกา ก็เลยรู้สึกใจหาย ก็เลยสอนไปว่า เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีโศก ที่ใดมีรักที่นั่นมีภัย เมื่อไม่มีความรักเสียแล้วโศกภัยก็ไม่มี นั่นคือ แต่ก่อนเราไม่มีคนช่วยถือกระเป๋าให้ พอมีคนมาช่วยถือก็เกิดความผูกพันธ์ พอคนถือกระเป๋าให้ ไม่มีแล้ว ก็เป็นทุกข์ 


สรุปข้อคิดจากการสนทนา

1. น้องพลอยทำไมจึงมองว่า บุคคลากรทางการแพทย์ ของ รพ. ในเมืองหลวงจึงหวงเลือด น้องเธอคิดเอาเอง หรือน้องเธอรับรู้ผ่านพฤติกรรมการให้บริการ ?

2. ความคุ้นเคยในการรับการบริการ มีผลทำให้ผู้ป่วย เลือกที่จะใช้บริการกับโรงพยาบาลที่ตนคุ้นเคย (รู้สึกเหมือนว่าจะมี งานวิจัย เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่) ?

3. คนต่างจังหวัดมองว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่มากด้วยมลภาวะ และก็เลือกที่จะให้ความสำคัญกับสุขภาพด้วยการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย แต่สถานที่ออกกำลังกายอาจจะยังมีไม่เพียงพอ (ฝากความหวังกับผู้ว่า กทม. คนใหม่ ที่กำลังจะเลือกตั้งใหม่ด้วย) 

4. นิยายอยู่กับก๋ง ได้สะท้อน ให้เห็นว่า เด็กอายุ 13 ขวบ (เด็กชายหยก) เริ่มมีความสนใจต่อเพศตรงข้าม?

5. ในสมัยผู้เขียนเรียนมัธยมต้น fasion กระเป๋าแบน ก็ยังคงมีให้เห็น และยังคงมีสืบเนื่องต่อมาถึงยุคน้องพลอย แต่ fasion ยังได้เน้นที่ ราคา และยี่ห้อของกระเป๋าด้วย แต่อาจจะมองได้ว่าเป็นเรื่อง ของปัจเจกบุคคล fasion กระเป๋าแบนมองได้ 2 แง่ก็คือ เด็กฉลาด ความรู้ต่างๆ เขาบันทึกไว้ในสมอง คล้ายๆ คำพูดของหนังจีนที่ว่า กระบี่คือใจ ใจคือกระบี่ กับหากมองอีกแง่หนึ่งก็คือ ไม่มีกระบี่ มีแต่กระเป๋าเปล่าๆ ที่บรรจุไปด้วย ค่านิยมหลงผิด วิชาความรู้จึงได้ว่างเปล่า ไปพร้อมกับกระเป๋าที่เปล่าว่าง (กระเป๋าแบนๆ)

6. ความผูกพันธ์ ทำให้เกิดความทุกข์ เมื่อต้องพรัดพราก