วันอาทิตย์ที่ 9 พย.51“หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีภารกิจสำคัญที่จังหวัดสงขลา มอบหมายให้ พระมหาอากร แสดงปาฐกถาธรรมแทน มีบางช่วงของข้อความที่ท่านเทศน์ทำให้ต้องคิดทบทวนตัวเอง ท่านบอกว่า ... เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีชาวพุทธอยู่ 2 ประเภท คือ พุทธในใจ คือ ผู้ที่มีความตื่นรู้ เบิกบานอยู่ในใจ กับ พุทธสำมะโนครัว คือ ผู้ที่รักษาประเพณี แบบแผนให้คงอยู่ต่อไป...

 

วันอาทิตย์ที่ 16 พย.51 “หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านบอกว่า คนไทยมี ในหลวง เป็น ตำรา ให้เรียนรู้ อย่าเพียงแค่ได้เห็น แต่ให้น้อมนำสู่การปฏิบัติด้วย ...วันนี้ ท่านเน้นเรื่อง ความไม่เที่ยง ของสรรพสิ่งเป็นพิเศษ ท่านเตือนว่า... เราไม่ควรมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท คนที่ประมาทก็เหมือนกับคนที่ตายไปแล้ว

 

เมื่อก่อนนี้ เวลาที่นึกอยากจะทำอะไรซักอย่าง ผู้เขียนมักจะต่อรองกับตัวเองว่า ไว้ให้เป็นอย่างนั้นก่อนแล้วจะทำอย่างนี้ ไว้ให้เป็นอย่างนี้ก่อนแล้วค่อยทำอย่างนั้น พอถึงตอนนี้ก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงและเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า หากอยากทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีและสมควรที่จะทำแล้ว ก็ให้รีบทำทันทีที่มีโอกาส อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะ ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้ (โก ชัญญา มะระนัง สุเว)

 

วันนี้ มีครอบคนเมือง 2 ครอบครัว คงนัดหมายมาทำบุญพร้อมกัน มีเด็กๆ อายุประมาณ 8-10 ขวบ มาด้วย  4 คน ชาย 2 คน หญิง 2 คน ทั้ง 2 ครอบครัวเข้ามานั่งในบริเวณเดียวกับผู้เขียน ซึ่งมีคนนั่งฟังธรรมเทศนาอยู่แล้วประมาณ 6-7 คน พอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เด็กๆ ก็ชวนกันไปสำรวจต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่ปลูกอยู่บริเวณนั้น สำรวจมด แมลงต่างๆ แล้วก็พากันปีนป่ายก้อนหินประดับสวนอย่างสนุกสนาน โดยมีคุณแม่ทั้ง 2 คน ผลัดกันส่งเสียงปรามบอกให้เด็กๆ สำรวมกันหน่อย ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะเด็กๆ เริ่มขยายพื้นที่สำรวจออกไปเรื่อยๆ ผู้เขียนได้ยินแม่ๆ ปรึกษากับพ่อๆ ว่าต้องรีบพาเด็กๆ ออกไปจากลานที่ฟังธรรมกันอยู่นี้เพราะส่งเสียงรบกวนคนอื่น  ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันเกณฑ์เด็กๆ เดินออกไป ได้ยินเสียงคุณแม่ดุเด็กๆ แว่วมาว่า ทำไมไม่สำรวมแล้วตั้งใจฟังพระ... ไม่ได้ยินเด็กๆ ตอบว่าอย่างไร ได้ยินแต่เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานค่อยๆ ห่างออกไป

 

ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกว่า ความร่าเริงสนุกสนานของเด็กๆ เป็นเหตุให้เสียสมาธิในการฟังธรรม ตรงกันข้ามกับทำให้รู้สึกชื่นบาน... เด็กๆ เขาก็ต้องอยากเรียนรู้และเพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆ รอบตัวในแบบที่เหมาะสมตามวัยของเขา  เพียงแต่พ่อแม่เกรงใจว่าจะรบกวนคนอื่น ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีงามเช่นกัน

 

ผู้เขียนคิดว่าการที่จะให้เด็กๆ นั่งนิ่งเรียบร้อยตั้งใจฟังพระเทศน์คงเป็นเรื่องยากมากๆ และถ้าไปบังคับหรือดุเขา ก็อาจทำให้การมาวัดเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจสำหรับพวกเขา ขอเพียงแค่พ่อแม่พาลูกเข้าวัดบ่อยๆ ค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอน ค่อยๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้ ซึบซับไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เชื่อว่าในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคตของพวกเขาได้

 

สมัยเป็นเด็ก ผู้เขียนรู้สึกเกียจคร้านและอิดออดอยู่บ่อยครั้งที่ได้ยินเสียงย่าปลุกให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่เพื่อใส่บาตร ... ประมาณหกโมงเช้าของทุกวัน ผู้เขียนต้องลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปนั่งรอ "พระ" อยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน พอเห็นท่านพายเรือโผล่พ้นโค้งน้ำมาก็จะตะโกนเรียกย่าให้ลงมาจากบ้านแล้วใส่บาตรด้วยกัน ทำอยู่อย่างนั้นเป็นประจำ เว้นก็เฉพาะวันพระ 8 ค่ำ กับ 15 ค่ำ ที่พระไม่ออกบิณฑบาตร แต่ก็ต้องช่วยย่าหิ้วตะกร้าไปทำบุญที่วัดแทน จนเรียนจบชั้นประถมต้องเข้าไปเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนในตัวเมืองหน้าที่ใส่บาตรตอนเช้าก็ลดลงเหลือเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ไปวัดวันพระยังต้องปฏิบัติเป็นประจำ คิดว่าตอนนั้นการใส่บาตรทุกวันเป็นเหมือนหน้าที่ การไปวัดทุกวันพระเป็นเหมือนความเคยชิน ไปแล้วก็ไปเล่นไปคุยกับเพื่อนๆ ที่เขาก็ต้องตามครอบครัวไปวัดเหมือนกัน วันไหนที่หลวงตา หรือหลวงพี่ที่วัดแจกขนมให้เป็นทาน ก็ยิ่งรู้สึกดีใจมากๆ ทำให้อยากไปวัดอีกเรื่อยๆ เพราะอานิสงส์ของบุญส่งผลรวดเร็วจริงๆ ... J

 

พอช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เลยมาจนถึงช่วงชีวิตใน ยุคแสวงหา ก็เริ่มกลายเป็นคนไกลวัด มีโอกาสใส่บาตร เข้าวัดทำบุญก็เฉพาะตอนที่กลับบ้านช่วงเทศกาลสำคัญปีละไม่กี่ครั้ง มานั่งคิดทบทวนตอนนี้รู้สึกว่า ตัวเองก็จัดอยู่ในประเภท พุทธสำมะโนครัว อยู่นาน กว่าจะได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนาจริงๆ ก็ใช้เวลาไปแล้วครึ่งชีวิต...

 

ปลาทูแม่กลอง

16 พฤศจิกายน 2551