ทำไมเราต้องใช้น้ำในการทำนากันอย่างมากมาย ทั้งที่ข้าวไม่ได้ต้องการน้ำมากอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

ในการประชุมวิชาการการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เมืองแอดดิส อะบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากก็คือ

“การลดการใช้น้ำ” หรือ “การใช้น้ำน้อยลง”

ในการประชุมนี้ มีโครงการวิจัยหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านบาท ก็คือ “การทำนาแบบลดการขังน้ำ (Aerobic Rice)

ผมแปลอย่างนี้ เพราะผมรู้สึกว่าโครงการนี้ ยังไม่เข้าสายตาผมเท่าไหร่

เพราะ แค่ระดับเกษตรกรของไทยทำได้ดีกว่านั้นมาก

ของเขามีการขังน้ำในช่วงปลายฤดูเพียงอย่างเดียว นอกนั้นแค่ดินชื้น

ได้ผลผลิต ระหว่าง ๕๐๐-๑๐๐๐ กก. ต่อไร่ (ผลผลิตจากหลายพันธุ์ และหลายประเทศ)

แต่ของเกษตรกรไทยเรา ทำที่อำเภอศรีประจันต์ สุพรรณบุรี (พ่อทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ) ทำแบบไม่ขังน้ำเลย มีแต่รดน้ำเหมือนรดผัก ปรากฏว่าได้ผลผลิตถึง ๑,๖๐๐ กก. ต่อไร่

แบบว่า ตารางเมตรละกิโลกรัมเลยครับ

Na000004

สภาพแปลงทดลอง งานปัญหาพิเศษ นักศึกษา ป ตรี

(นักศึกษากำลังกำหนดจุดเก็บตัวอย่างดินและพืช เพื่อสรุปผลการทดลอง)

ส่วนที่แปลงนาผม ทำแบบอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว บนคันนาใหญ่ ที่เป็นดินจากการขุดบ่อ ที่มีดินบนปนดินล่างแบบไม่มีสัดส่วนแน่นอน (ไม่มีการขังน้ำแน่นอน) แต่ไม่ได้ทำเป็นแปลงๆ เนื่องจากความแปรปรวนดังกล่าว

จึงหว่านข้าวและประเมินผลเป็นรายกอ ที่งอกมาจาก ๑ เมล็ด

มพบว่า ข้าวเหนียว กข ๖ มีการเจริญจนให้ผลผลิตได้ กอละ ๒๐-๓๐ รวง

Dscf2435s

ข้าวพันธุ์ กข ๖ ที่เจริญในจุดที่ดินค่อนข้างดี (มีดินชั้นบนมากหน่อย) 

แต่ไม่มีการขังน้ำตลอดฤดูการปลุก

ทั้งๆที่เป็นดินชั้นล่างขุดใหม่ๆ ไม่มีการปรับปรุงดินใดๆทั้งสิ้น

เพราะต้องการทดสอบดินในการทำเป็นงานศึกษาของนักศึกษา ในวิชาปัญหาพิเศษระดับปริญญาตรี แบบแทบไม่มีต้นทุนการวิจัย

Na000001

ต้นข้าวที่ขาดทั้งน้ำและปุ๋ย (ดินอุดมสมบูรณ์ต่ำ)

แทบไม่ออกดอก และไม่น่าจะให้ผลผลิต

(เป็นภาพฝังใจชาวบ้านทั่วไปว่า "ข้าวต้องการน้ำ")

เพราะผมใช้คันนา และเมล็ดข้าวที่ผมมีอยู่แล้วในการวิจัย

แต่

ผลผลิตที่ได้จะแปรปรวนไปตาม ระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

กล่าวคือ ในจุดที่ดินพอใช้ได้เท่านั้นที่จะให้ผลผลิตสูง

แต่จุดที่เป็นดินล่างล้วนๆนั้น แทบไม่โต และส่วนใหญ่ไม่ได้ผลผลิต

ที่แตกต่างจากสภาพที่มีน้ำแช่ขังนั้น จุดที่ดินดีหรือไม่ดี ผลผลิตจะแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

ผมจึงได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า

การใช้น้ำแช่ขังข้าวเป็นการช่วยละลายธาตุอาหารพืชให้กับข้าวได้ดี

แต่ถ้าเราปรุงดินให้ดีขึ้น ความต้องการน้ำแช่ขังจะลดลงทันที หรือไม่ต้องมีเลยก็ได้

ดังนั้น

การประหยัดน้ำในการทำนาจึงอยู่ที่การปรุงดินให้ดีพอที่ข้าวจะได้รับธาตุอาหารเพียงพอเช่นเดียวกับ “ข้าวไร่” ที่เป็นวิถีเดิมของคนไทยในอีสานมานานหลายร้อยปี

ทำให้ผมเพิ่งเข้าใจว่า

ทำไมเราต้องใช้น้ำในการทำนากันอย่างมากมาย ทั้งที่ข้าวไม่ได้ต้องการน้ำมากอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

ขอแค่มีความชื้นในดิน และดินมีธาตุอาหารเพียงพอที่ข้าวจะโตได้ ก็พอแล้ว

ผมจึงกำลังร่างโครงการเชิงนโยบายที่จะใช้การปรับปรุงดินในระบบเกษตรอินทรีย์ ทดแทนการใช้น้ำจำนวนมาก ดังที่ทราบกันทั่วไป ว่า

·        การปลูกข้าวต้องใช้น้ำมาก

·        และเกษตรกร ก็มีแต่ร้องขอน้ำ (ที่มีอยู่อย่างจำกัด) ในการทำนา

เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ

แต่ถ้าเราหันมาปรุงดินแบบเกษตรอินทรีย์แล้ว การใช้น้ำ ไม่ต้องมากก็ได้

ผมจึงไม่สงสัยเลยว่าทำไม เกษตรอินทรีย์ที่ ยโสธร เกษตรกรใช้ไม้สัก น้ำหยอดจากพวยกา แล้วดำนา ก็ยังได้ผล

Oa398

ารทำนาอินทรีย์ที่ขาดแคลนน้ำที่ยโสธร สิงหาคม ๒๕๕๑

าเหตุที่ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะ เพื่อลดความจำเป็นของการใช้น้ำละลายปุ๋ยเคมี

งานนี้กำลังได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกร และทางฝ่ายบริหาร โดยเลขาฯ รัฐมนตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้ขอให้ผมนำเรื่องนี้ไปส่งให้ เพื่อการพิจารณาหารือร่วมกับ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ประมาณสัปดาห์นี้

นี่คือ ที่มาของการเขียนเรื่องนี้ครับ

และผมอาจจะพิจารณาขอรับการสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานให้ทุนที่เกี่ยวข้อง

ขนาดงานที่ทาง IRRI ทำไม่ค่อยอะไรสักเท่าไหร่ ยังได้งบตั้ง ๔๐ ล้านบาท

ผมมักน้อย ขอแค่สักระดับเงินแสนก็พอ

และคิดว่าจะทำงานได้มากกว่าระดับที่นักวิชาการระดับโลกที่ IRRI ทำได้แน่นอน

ผมมั่นใจในทีมงานและเครือข่ายครับ

และน่าจะคุ้มค่าแน่นอน กับการประหยัดการใช้น้ำและงบการจัดหาน้ำในระดับประเทศได้ หลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อฤดูกาล

จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครับ

สวัสดีครับ