เราคนไทยด้วยกัน ควรรู้จักให้อภัยกัน ควรเคารพกฎกติกาของสังคม และที่สำคัญหากคนอื่นได้ดีควรรู้จักพลอยยินดี (มุทิตา) แล้วใจเราจะเป็นสุข คนรอบข้างก็เป็นสุข รวมทั้งสังคมก็เป็นสุข อยากเห็นคนไทยรักกัน ชาดกเรื่องพระโลสกติสสะ เป็นเรื่องที่มีคติที่สอนเรื่องโทษของความริษยา เลยนำมาให้เพื่อนได้อ่านครับ
ในสมัยพุทธกาล มีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อโลสกติสสะ ตอนท่านถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา บิดามารดาก็ได้รับทุกข์แสนสาหัส บ้านของท่านเกิดไฟไหม้จนบิดามารดาสิ้นเนื้อประดาตัว แต่พวกท่านก็เพียรอดทนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่รู้ความ เมื่อเดินไปไหนมาไหนได้ก็ถูกทอดทิ้งให้เป็นขอทานอยู่ข้างถนน วันหนึ่งพระสารีบุตรเถระเห็นเข้าจึงสงสาร พระเถระได้หยั่งรู้ว่าเด็กคนนี้เคยสั่งสมบารมีธรรมมาในชาติปางก่อน จึงได้นำมาวัดแล้วให้บวชเป็นสามเณร ต่อมาท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุชื่อโลสกติสสะ ภายหลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่ท่านเกิดมาจนกระทั่งบรรลุอรหัตผล ไม่เคยกินอิ่มแม้สักวันหนึ่งเลย ทั้งนี้เพราะเวลาที่ท่านบิณฑบาตอยู่ เมื่อคนใส่บาตรท่านแล้วอาหารในบาตรหายไปเองก็มี แม้อาหารจะมีอยู่เพียงเล็กน้อย แต่คนอื่นกลับเห็นอาหารเต็มบาตร เลยไม่ได้ถวายอีกก็มี อกุศลกรรมนี้เป็นผลของความริษยา
เรื่องราวในอดีตชาติมีว่า สมัยหนึ่ง เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก พระโลสกติสสะนี้เคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นภิกษุผู้ทรงศีล วันหนึ่งพบพระเถระรูปหนึ่งที่เป็นพระอรหันต์เดินทางมาจากแดนไกล พระโลสกติสสะไม่ทราบว่าพระรูปนี้สำเร็จสมณกิจแล้ว ท่านยังเกรงว่าโยมอุปัฏฐากจะเลื่อมใสพระอาคันตุกะรูปใหม่ ด้วยความริษยาจึงแกล้งทำให้พระอาคันตุกะนั้นอดอาหารหนึ่งมื้อ ผลกรรมนี้ส่งผลให้ท่านตกนรกเป็นเวลานาน แล้วมาเกิดเป็นคนที่ไม่เคยกินอิ่มเลย
เมื่อท่านใกล้จะปรินิพพาน พระสารีบุตรหยั่งรู้ว่าท่านจะปรินิพพานในวันนั้น จึงใช้คนนำอาหารไปให้ท่าน เพื่อจะได้ฉันอาหารอิ่มก่อนปรินิพพาน แต่ด้วยผลกรรมเก่าทำให้คนนำอาหารลืมเสีย แล้วเทอาหารทิ้ง ต่อมาพระสารีบุตรนึกขึ้นได้จึงส่งคนไปถามท่านว่าฉันอาหารหรือยัง ท่านตอบว่าวันนี้ไม่ได้ฉันอะไร พระสารีบุตรจึงนำยาจตุมธุ (ของหวาน ๔ อย่างที่นำมาเคี่ยวผสมกัน ประกอบด้วย น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส และน้ำมันงา) ไปให้ท่านฉัน โดยที่พระเถระได้จับบาตรไว้ตลอดเวลาที่ท่านฉันอยู่ หากพระเถระไม่จับไว้ยาจตุมธุอาจจะหายไปจากบาตรด้วยผลกรรม พระโลสกติสสะฉันอิ่มวันนั้นเพียงวันเดียวแล้วปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง จะเห็นว่าผลของความริษยานั้นส่งผลในปัจจุบันและอนาคต สามารถติดตามให้ผลจนถึงช่วงเวลาที่จะปรินิพพานอีกด้วย
°º¤ø,¸¸,ø¤º°`°º¤ø ミ●﹏| ┌(^_^)┘♪└(^_^)┐ |°º¤ø,¸¸,ø¤º°`°º¤ø ミ●
ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องราวดี ดี ที่นำมาให้อ่าน
อ่านแล้วก้อรู้สึกกลัวนะ
เพราะว่าทำบาปหลายเรื่อง
ทำบาปนิดเดียว
แต่ต้องไปใช้กรรมตั้งเยอะ
แต่ว่าชาตินี้
กินอิ่มตลอดค่ะ(ดูหุ่นละกัน)
ชอบมากค่ะ
“ความอิจฉาเป็นดั่งเม็ดทรายในดวงตา”
แต่ก้อชอบคติที่ใช้ประจำทุกวันนี้ค่ะ
“ ชีวิตนี้ไม่เคยอิจฉาใคร แต่ใช้ชีวิตให้ใคร ใคร อิจฉา ”
แล้วจะบาปมั๊ยเนี๊ยะ!!!
อิอิ
แสงแดดอ่อนแย้มรับอรุณยิ้ม
พื้นยอดหญ้าเอมอิ่มปริ่มน้ำค้าง
มวลเมฆขาวอาบอวลเนื้อนวลปราง
พรายสะพร่างเก็จพราวราวกลางวัน
ทุกวันคืนพ้นผ่านบันดาลพบ
ดั่งประสบวิมานผ่านความฝัน
ดวงดอกไม้ผลิรอล้อตะวัน
หลากสีสันผ่านฟ้าทะเลดาว
ผ่านเส้นสายพริ้มพรายในวันรุ่ง
แสงสีรุ้งทอทาบอาบเมฆขาว
เหมือนมอบร้อยใยรักพักสักคราว
หลายเรื่องราวเหนื่อยนักแวะพักล้า
ให้ธรรมชาติรักษาคราทนทุกข์
มาปลอบปลุกกล่อมขวัญสู้วันหน้า
แล้วสู้ต่ออย่าท้อต่อชะตา
ธรรมชาติรักษาใจหายสักวัน
สวัสดียามเช้าครับ
จะบอกว่า.ในใจไม่เคยอิจฉาใครเลย..จริงๆนะคะ
เพราะรู้ว่าการอิจฉามันทำให้ใจเราไม่สงบ..มันร้อนมันวุ่นวาย
จึงชอบที่จะอยู่แบบยินดีปรีดากับคนอื่นเพราะมีความสุขไปกับเขา..เรื่องจริง
ขอบคุณกับเรื่องดีดีนะคะ
สวัสดีค่ะ
อ่านเรื่องของท่านโลสกติสสะ เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ...
กรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ ...^__^...