การวิจัยในชั้นเรียนทำให้รู้ข้อมูลนักเรียนเบื้องต้น

                               วิจัยในชั้นเรียน

         งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน  เพื่อพัฒนาครูผู้สอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน  เกิดจากแนวคิดพื้นฐาน  คือ  การบูรณาการวิธีการปฏิบัติงานกับการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ โดยมีความสำคัญ  ดังนี้ เป็นการพัฒนาหลักสูตรและการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนด้วยการวิจัยเป็นการพัฒนาวิชาชีพของครูเป็นการแสดงความก้าวหน้าทางวิชาชีพครูเป็นการส่งเสริมสนับสนุนความก้าวหน้าของการวิจัยทางการศึกษาการวิจัยในชั้นเรียนมีความสำคัญไม่เฉพาะต่อผู้สอนในการพัฒนาวิชาชีพของตนเอง  แต่มีความสำคัญต่อผู้เรียน หากมีการนำผลการวิจัยที่ได้ไปใช้  ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการ  ความถนัด  ความสนใจอย่างเต็มตามศักยภาพ  การที่ผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจมีความสามารถและมีพื้นฐานที่ดีในการทำวิจัยจะทำให้ผู้สอนจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะสามารถทำให้กระบวนการวิจัยไปสู่ผู้เรียนได้ด้วย  นั่นคือ  ทำให้ผู้เรียนมีการวางแผนทำงาน (เขียนเค้าโครงการวิจัย)  ปฏิบัติจริง (เก็บรวบรวมข้อมูล)  นำเสนอผลการทำงานหรือ    กิจกรรม (เขียนรายงาน)

การพัฒนาการเรียนการสอนของการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนไว้ ดังนี้ คือ 

เป็นการวิจัยที่ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ใหม่ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่ครูประสบอยู่ อันได้แก่ปัญหาที่ครูผู้สอนพบขณะจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนซึ่งเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวไม่ใช่ปัญหาจากภายนอกเป็นการวิจัยที่ดำเนินการโดยครูคนเดียวหรือการมีส่วนร่วมของคณะครูและนักวิจัยภายนอกให้การสนับสนุนก็ได้เป็นการวิจัยที่มุ่งผลในการปฏิบัติจริง มุ่งเน้นการปรับปรุงวิธีการเดิมให้เหมาะสมหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ที่ดีกว่าเดิมเป็นการวิจัยที่มีการตรวจสอบวิธีการปฏิบัติงานโดยทันที และครูผู้ทำวิจัยจะเป็นคนวิเคราะห์และพิจารณาผลของการปฏิบัติงานที่ใช้กระบวนการวิจัยด้วยตนเอง เป็นการวิจัยจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอน  ทำการวิจัยเพื่อนำผลวิจัยไปพัฒนาการเรียนการสอน  ทำการวิจัยควบคู่กับการเรียนการสอน คือ สอนไปวิจัยไปแล้วนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนและทำการเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น

        สามารถสรุปได้ว่า ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ คือ

เป็นการทำวิจัยโดยครู เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แก้ปัญหาที่สาเหตุดำเนินการวิจัยโดยครูคนเดียว หรือเป็นกลุ่มตั้งแต่  2 คนขึ้นไปก็ไดไม่มีการนำผลการวิจัยไปอ้างอิงถึงประชากร

ประโยชน์จากงานวิจัยของครู

           กรณีที่การวิจัยประสบผลสำเร็จ ได้ผลตามที่ครูคาดหวังไว้ ครูควรพินิจพิเคราะห์ผลที่ได้รับว่าเป็นไปตามสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขที่ครูกำหนดไว้หรือไม่  ผลที่ได้ครูสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ เวลา และกลุ่มนักเรียนที่แตกต่างไปได้หรือไม่ และครูจะนำผลไปใช้อย่างไรกรณีที่การวิจัยไม่ประสบผลสำเร็จ ครูก็ไม่ควรท้อถอย หรือหยุดทำการวิจัยเลย ครูควรพินิจพิเคราะห์ว่า อะไรคือจุดด้อย หรือจุดอ่อน ที่ทำให้ผลการวิจัยไม่เป็นไปตามที่ครูคาดหวัง เช่น

ปัญหาการวิจัยที่ดำเนินการนั้น ครูวิเคราะห์ได้ชัดเจนหรือไม่ครูเลือกนวัตกรรมที่มาใช้ในการแก้ปัญหาได้สอดคล้องกับปัญหาวิจัยหรือไม่นวัตกรรมที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับนักเรียนเพียงใดเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีประสิทธิภาพดีมากน้อยเพียงใด ฯลฯจุดอ่อนที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ครูมีวิธีการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่ ครูจะต้องทำการวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการวิจัยของตนเองใหม่  และเริ่มดำเนินการวิจัยอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจผลของการสะท้อนความคิดเพื่อปรับปรุงงานนี้ จะช่วยให้ครูได้มีข้อมูลในการพัฒนางาน และเป็นครูที่นำความรู้เรื่องกระบวนการวิจัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนานักเรียนต่อได้

ความคิดเห็นส่วนตัว

การทำงานวิจัยในชั้นเรียน เป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญมากของผู้เรียนเพราะว่างานวิจัยในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะเน้นทำในห้องเรียน จะทำให้ครูที่สอนในชั้นเรียนนั้นทราบถึงปัญหาและสาเหตุในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะครูประจำชั้นที่ได้สัมผัสกับนักเรียนเป็นประจำจะทำให้ทราบถึงปัญหามากกว่าใคร การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูจะทำให้ครูได้รับความรู้มากขึ้นและเข้าถึงตัวนักเรียนมากขึ้น และรับรู้ข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียนแต่ละคนว่าใครมีปัญหาและใครไม่มีปัญหาในด้านต่างๆทั้งเรื่องการเรียนและปัญหาที่บ้านและโรงเรียน โดยครูนำเอาปัญหาต่างๆที่พบในชั้นเรียนของตนไปปรับปรุงแก้ไขตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนต่อไป

เอกสารอ้างอิง

http://www.technicphotharam.com/research/research/9.doc