คลังมืดแปดด้าน แก้ไขเงินสดขาดมือ จ่อแก้ระเบียบเอาเงิน กยศ. มาใช้แก้ขัด ด้าน กยศ. ย้ำต้องคืนเงินก่อน มิ.ย.   ขณะที่ ธปท. ชี้ ม.ค. เริ่มมีเงินทุนไหลออก สวนทางบีโอไอที่ยอดรับส่งเสริมโต
นายบุญศักดิ์  เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมบัญชีกลางจะสรุปผลการศึกษา  เรื่องการแก้ไขระเบียบการเบิกจ่ายของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) โดยจะมีการแก้ไขระเบียบเดิมที่ให้ กยศ. เบิกเงินครั้งละเป็นจำนวนมาก แล้วนำไปฝากกับธนาคารเอาไว้ ก่อนที่จะนำไปให้แก่สถาบันการศึกษาและนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกองทุน  มาเป็นการเบิกจ่ายแบบตามความจำเป็นที่ต้องใช้  ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาเงินสดขาดสภาพคล่อง โดยยืนยันว่าการแก้ไขระเบียบดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาที่ต้องกู้เงินของ กยศ. เรียนแน่นอน เพราะกรมบัญชีกลางยังให้กองทุนเบิกจ่ายได้ตามปกติ   "การเบิกจ่ายในส่วนของ กยศ. เราจะต้อง   แก้ระเบียบการเบิกจ่ายว่า จะจัดสรรค่าใช้จ่ายใหม่อย่างไร ที่ไม่ใช่เป็นการเอาเงินก้อนใหญ่ ๆ ไปฝากธนาคารเอาไว้เฉย ๆ ผมก็ให้เขาศึกษาอยู่ จะได้ข้อสรุปในอาทิตย์นี้" นายบุญศักดิ์กล่าว
สำหรับการยุบกองทุนเงินนอกงบประมาณ  ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า  90 กองทุน เนื่องจากบางกองทุน        มีความจำเป็นน้อยลง หรือบางกองทุนมีลักษณะซ้ำซ้อนกันนั้น ตนก็ไม่ได้เข้าไปเร่งรัดแต่อย่างใดเพราะเห็นว่าปกติแล้ว ทุกปีก็จะมีการยุบกองทุนที่ไม่จำเป็นทิ้งเป็นปกติอยู่แล้ว
นายเปรมประชา  ศุภสมุทร ผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า การแก้ไขระเบียบการเบิกจ่ายของ กยศ. นั้นคงจะไม่มีผลกระทบ  โดยเป็นการแก้ไขให้มีการเบิกจ่ายตามความจำเป็นเท่านั้น  ซึ่งหากกรมบัญชีกลางสามารถจ่ายเงินให้กับกองทุนฯ  ได้ทันเวลาที่  กยศ. จะต้องจ่ายให้กับสถาบันการศึกษาและนักศึกษา  ที่มีอยู่กว่า 8 แสนรายได้ทัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่กรมบัญชีกลางจะขอยืมเงินจาก กยศ. จำนวน  7,000  ล้านบาท     ไปใช้รองรับการเบิกจ่ายของส่วนราชการต่าง ๆ ก่อนภายในช่วงนี้ ก็สามารถทำได้ แต่จะต้องจ่ายเงินคืนมาให้ กยศ. ภายในเดือน มิ.ย.นี้เท่านั้น
นายรังสรรค์  ศรีวรศาสตร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ยอมรับว่า อธิบดีกรมบัญชีกลางมีแนวคิด   ที่จะให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยแก้ปัญหากระแสเงินสดขาดมือในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี ต้องดูผลสรุปรายได้เดือน  มี.ค. ของกรมสรรพากรก่อน ว่าเข้ามามากในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอ  ก็ไม่จำเป็นต้องให้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เพิ่ม แต่หากรายได้เข้ามาน้อยก็คงต้องพิจารณากันอีกที
นายเมธี  สุภาพงษ์  ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ  สายนโยบายการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าในเดือน ม.ค.ปีนี้  มีเงินทุนไหลออกนอกประเทศสุทธิ  79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อน   ที่เกินดุล 495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ในเดือนนี้จะมีเงินของกองทุนเทมาเซกไหลเข้ามา ในรูปแบบเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อเข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์เปอเรชั่นก็ตาม โดยสาเหตุหลักมาจากการไหลออกของเงินทุนจากภาคธนาคาร ที่ออกไปกว่า 5,001 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศเพียง      4,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ด้านนายสาธิต   ชาญเชาวน์กุล   เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้  มีนักลงทุนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน รวม 291 โครงการ มูลค่า 104,000  ล้านบาท   ซึ่งบีโอไอพอใจกับตัวเลขดังกล่าว   โดยอุตสาหกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดคือ   ธุรกิจบริการและระบบสาธารณูปโภค  (โรงไฟฟ้าท่าเรือ) 38,000  ล้านบาท  และอิเล็กทรอนิกส์ 25,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่น  ยังเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในรอบเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา   ส่วนแนวโน้มในไตรมาสที่ 2  ก็ยังเชื่อว่าตัวเลขขอรับการส่งเสริมลงทุน จะเพิ่มมากกว่าในช่วงไตรมาสแรก เพราะมั่นใจว่าสามารถชี้แจงปัญหาการเมืองให้กับนักลงทุนเข้าใจได้
ไทยโพสต์  แนวหน้า  เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ  คมชัดลึก  1  เมษายน  2549