ทุกสิ่งล้วนมีของคู่กัน เช่นมีร้อนก็มีเย็น มีมืดก็มีสว่าง

เมื่อศาสนาพราหมณ์เผยแผ่เข้ามายังสุวรรณภูมินั้นชุมชนในถิ่นเดิมก็มีศาสนาที่ตนเองนับถืออยู่แล้วคือศาสนาธรรมชาติ  ในความเป็นศาสนาที่เข้ามาผสมผสานกลมกลืนกับความเชื่อท้องถิ่นนั้น  เราจึงจำเป็นที่จะรู้ที่มาที่ไปในศาสนาเหล่านั้น เมื่อมองในแง่สัญลักษณ์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีเครื่องหมาย...โอม...เป็นสัญลักษณ์หมายถึงพลังแห่งเทพเจ้าทั้ง 3 องค์คือ  พระพรหม  พระวิษณุ  พระศิวะ 

ในศาสนานี้มีนิกายสำคัญอยู่ 3 นิกาย  คือ

1 . นิกายไวษณพ  นับถือเทพเจ้าชื่อพระวิษณุหรือนารายณ์ว่าเป็นใหญ่กว่าเทพเจ้าองค์ใด ๆ เพราะเชื่อว่า  พระองค์เป็นผู้รักษาโลก  ถนอมโลกให้อยู่เป็นปกติสุข  ปกติพระองค์จะประทับในบัลลังก์ใต้สะดือทะเลของโลก เมื่อโลกเดือดร้อนพระองค์จะอวตาลมาช่วยเหลือ เช่นอวตาลมาเป็นพระรามเพื่อปราบยักษ์ชื่อทศกัณฐ์ในเรื่องรามเกียรติ์  เป็นต้น

2 . นิกายไศว  นับถือเทพเจ้าชื่อพระศิวะหรือว่าอิศวรเป็นเทพเจ้าสูงสุด  เป็นเทพเจ้าผู้ทำลายสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ

3 . นิกายศักติ  นับถือพระชายาของเทพทั้งสามพระองค์  คือ  พระนางสรัสวดี  พระชายาของพระพรหม  พระลักษมีพระชายาของของพระวิษณุ  พระนางอุมา  พระชายาของพระศิวะ

ในความหมายของคำว่า  ศักติ  คือพลังแห่งความสมดุลในทุกสรรพสิ่ง  เพราะเชื่อว่า  ทุกสิ่งล้วนมีของคู่กัน  เช่นมีร้อนก็มีเย็น  มีมืดก็มีสว่าง  เป็นต้น  แต่ในนิกายนี้โดยภาพรวมชาวภารตะมักนิยมนับถือเจ้าแม่พระอุมาว่าเป็นใหญ่กว่าองค์อื่น ๆ นั้นเอง.