พาณิชย์ขอเบียดงบกลาง 1.7 พันล้าน

พาณิชย์ขอเบียดงบกลาง 1.7 พันล้าน เอาไปขับเคลื่อน 3 มาตรการอาทิเพิ่มมูลค่าการส่งออก เพิ่มรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค ปั๊มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 2.43 หมื่นล้าน ช่วยเศรษฐกิจ ฟื้นภายใน 9 เดือนแรกปี 52 นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ว่ากระทรวงได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2552 ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยจะขอจัดสรรเงินเพิ่มเติมจำนวน 1,720 ล้านบาทจากงบประมาณกลางปี2552ของรัฐบาล1แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ  โดยจะมีทั้งสิ้น 3 มาตรการคือ 1.เพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศอีก 6,600 ล้านบาท หรือ 0.1% ของมูลค่าการส่งออกของประเทศที่คาดว่าจะมีมูลค่า .6 ล้านล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณ 370 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมการไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ จัดคณะผู้แทนการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การพัฒนาย่านการค้าเพื่อเร่งรัดการส่งออก ตลอดจนเร่งรัดเจาะขยายตลาดต่างประเทศ รายภูมิภาค  2.เพิ่มรายได้ภาคเกษตรอีก 12,000 ล้านบาท หรือ 1% ของมูลค่าภาคการเกษตรซึ่งมีมูลค่ารวม 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรส่งเสริมตลาดกลางชุมชน และส่งเสริมการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า 3.กระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคจำนวน 5,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของภูมิภาคที่มีมูลค่าประมาณ 5.386 ล้านล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณ 750 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสมรรถนะธุรกิจไทยให้มี

ความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งของประเทศ สร้างพลังธุรกิจเพื่อการอยู่รอดให้กับธุรกิจ พัฒนาย่านการค้าภูมิภาค จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างจังหวัด รวมถึงการจัดมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญากระตุ้นเศรษฐกิจ "เราได้วางแผนรับวิกฤติสหรัฐมานานแล้วก่อนที่จะเกิดวิกฤติการเงินโดยจัดกองทัพการค้าออกไปหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ รวมทั้งเร่งส่งเสริมธุรกิจบริการ ร้านอาหาร สปา การักษาพยาบาล สินค้าความงาม และสินค้าการเกษตร โดยของบเพิ่ม 1,720 ล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจหากเราเดินหน้าทั้ง3มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีก 2.43 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้ภายใน9เดือน" นายไชยากล่าว  ขณะเดียวกันได้มีการประชุมคณะกรรมการวางกรอบการใช้งบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท โดยมีนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน  โดยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมว่าในที่ประชุมได้หารือแนวคิดและวิธีการในการใช้งบประมาณรวมถึงที่มาของโครงการต้องเป็นไปได้และให้ระชานเข้ามามีส่วนร่วมที่สำคัญต้องสรุปภายในปีนี้ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงกลับไปนำเสนอกรอบและร  เพื่อนำนำกลับมาเสนออีกครั้ง โดยนายโอฬารจะเรียกประชุมหารือเป็นรายกระทรวงอีกครั้งต่อไปเพื่อหาข้อสรุป ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวคิดและที่มาของโครงการ เช่น โครงการดูแลรายได้และความเป็นอยู่ข้าราชการ  ซึ่งบางคนเสนอให้ปรับขึ้นเงินเดือน 3% โดยจะเป็นการขึ้นเงินเดือนแบบถาวร คือ ต้องใช้งบประมาณในฐานของปีถัดไป และ ยังจะให้มีเงินโบนัสพิเศษ 3% แก่ข้าราชการด้วยเป็นระยะเวลา 9 เดือน

แนวหน้า  ไทยรัฐ 13 พฤศจิกายน 2551