สิ่งที่เป็นปรัชญาคำสอนที่แฝงมากับประเพณีจิก๋องหลัวคือการสอนให้คนเรารู้จักบาปคุณโทษ ได้มีโอกาสสำนึกในบาป และสร้างบุญกุศลให้มาก นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์คนในครอบครัว คนในชุมชน และเชื่อมสายใยของคนต่างวัยอีกด้วย

        “ยี่เป็ง คือวันเพ็ญเดือนยี่ของคนพื้นเมืองเหนือ เดือนยี่ หมายถึง เดือนสอง เป็ง หมายถึง เดือนเพ็ญ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลาง อันเป็นวันลอยกระทง ที่เชื่อว่าเป็นการบูชาเจ้าแม่คงคา อันเป็นแม่ของน้ำที่ช่วยให้ผู้คนได้อุปโภค บริโภค และเพาะปลูกจนได้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ในแต่ละพื้นถิ่นก็มีประเพณีที่แตกต่างกันไป ตามความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมของพื้นถิ่น

จิก๋องหลัว เป็นประเพณีหนึ่งของคนเมืองน่านแถบอำเภอท่าวังผา ในทุกปีเมื่อใกล้ถึงวันลอยกระทงประมาณ ๕-๖ วัน ชาวบ้านจะไปตัดกิ่งไม้จามจุรี(ฉ่ำฉา) ขนาดประมาณท่อนแขนเด็กเล็ก ยาวประมาณหนึ่งวา มาเหลาปลายให้แหลมทั้งสองด้าน เพื่อนำมาทำเป็น ไม้หลัว (ไม้ฟืน) เสร็จแล้วนำมาตากให้แห้ง จำนวนไม้หลัวที่ต้องใช้ต้องมีจำนวนเท่ากับสมาชิกในครัวเรือน กล่าวคือถ้ามีสมาชิกในครอบครัว ๕ คน ต้องใช้ไม้หลัว ๕ อัน โดยจะเอาอันหนึ่งมาเขียนเป็นตัวอักษรล้านนาด้านข้างๆ ของไม้หลัว เป็นชื่อของสมาชิกในครัวเรือน เมื่อถึงวันยี่เป็งตอนเย็นๆ ชาวบ้านจะนำไม้มารวมกันที่วัด ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะนำมากองกันเป็นชั้นๆ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ก๋อง) พร้อมกับนำด้ายเหมือนด้ายมัดมือสู่ขวัญมาวางไว้กับกองไม้แต่ละชั้นๆ พอถึงเวลาค่ำเมื่อทุกคนได้นำไม้หลัวมากองไว้จนครบทุกหลังคาเรือนแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะทำพิธี จิก๋องหลัว (จิ เป็นภาษาพื้นเมืองหมายถึงจุดไฟเผา) จนไม้ฟืนทั้งหมดไหม้มอดสนิทเป็นอันเสร็จพิธี แล้วก็เริ่มไปลอย เรือสำเปา (การนำก้านกล้วย ใบตอง มาทำเป็นกระทงรูปเรือ) และกิจกรรมการละเล่นเฉลิมฉลองในวันลอยกระทง เช่น รำวงวันลอยกระทง เป็นต้น

จิก๋องหลัว เป็นประเพณีความเชื่อของพื้นบ้านที่ทำกันในวันลอยกระทง ซึ่งยังมีประวัติอยู่ในกัณฐ์ธรรมเทศนา (กั๋นธรรม) โดยมีความเชื่อว่าการที่เราได้เคยได้ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ทำอะไรไม่ดีต่างๆ ก็เอาเผาล้างบาปล้างโทษให้มันหมดเวรหมดกรรมต่อกัน

สิ่งที่เป็นปรัชญาคำสอนที่แฝงมากับประเพณีจิก๋องหลัวคือการสอนให้คนเรารู้จักบาปคุณโทษ ได้มีโอกาสสำนึกในบาป และสร้างบุญกุศลให้มาก นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์คนในครอบครัว คนในชุมชน และเชื่อมสายใยของคนต่างวัยอีกด้วย

ประเพณีดีดีเช่นนี้นับวันจะเลือนหายไป คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้และสนใจมากนัก กลายเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ หากเราไม่ช่วยกันรื้อฟื้นและสร้างสำนึกของคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าแล้ว อีกไม่นานประเพณีอันดีงามนี้อาจหายไปก็ได้...ใครจะรู้

พ่อน้องซอมพอ

๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒