เบลลาจิโอ (Bellagio) เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ริมทะเลสาบ โคโม (Lake Como) ในประเทศอิตาลี ห่างจากเมืองมิลานทางรถยนต์ประมาณ ๒ ชั่วโมง ผมได้รับเชิญจากมูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์ ไปร่วมประชุม “Building Health Systems Capacity and Leadership (in the Global South)” ระหว่างวันที่ ๒๗ – ๓๑ ต.ค. ๕๑ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๒๗ คน ไปจากเมืองไทย ๒ คน คือหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กับผม
เรานั่งเครื่องบินการบินไทยไปลงที่มิลาน แล้วเขามีคนมารับ พานั่งรถตู้คันเล็กประมาณ ๒ ชั่วโมง ไปยังศูนย์ประชุมของมูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์ (Rockefeller Study and Conference Center) ซึ่งบริเวณทั้งหมดเขาเรียกชื่อ Villa Serbelloni มีบริเวณกว้างขวางอยู่บนไหล่เขาลาดลงสู่ทะเลสาบโคโม ระหว่างทางก่อนถึง เบลลาจิโอ ถนนแคบและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา รถสวนกันน่าหวาดเสียว คือเขาขับรถกันสไตล์อิตาเลียน
มีคนพูดเข้าหูผมมานาน ว่าที่นี่เหมือนสวรรค์ คือธรรมชาติสวยงาม เงียบสงบ เราเคยไปประชุมที่เขาใหญ่ บรรยากาศก็เป็นธรรมชาติมาก เราพูดกันว่าเป็นเบลลาจิโอเมืองไทย เมื่อไปถึงก็เห็นจริง ตอนนี้อากาศเย็น อุณหภูมิ ๑๒ องศาเซลเซียส และมีหมอกหนา น้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว เหมือนทะเลสาบเจนีวา ในทะเลสาบมีเป็ดป่าและนก น้ำ แต่ไม่มากนัก
เมือง เบลลาจิโอ เป็นเมืองตากอากาศของเศรษฐี จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ทุกอย่างแพง แต่เราไม่ต้องเตรียมเงินมาเลย เพราะเรามาเป็นแขกของมูลนิธิที่สนับสนุนโดยครอบครัวเศรษฐี
ผมได้ห้องพักที่อาคารจอดเรือ (Dock House) ห้อง CA 4 อยู่ริม หันไปทางอาคาร Tower เป็นห้องที่พัก ๑ คนได้สบาย แต่ไม่หรูหรา ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น มีน้ำแร่ให้ดื่ม ๒ ขวด (ขวดลิตร) และมีขนมซองให้วันละซอง สำหรับแก้หิว ส่วนห้องประชุมอยู่ที่อาคารใหญ่ชื่อ Sfondrata อาคารทั้ง ๓ หลังนี้เป็นกลุ่มอาคารสำหรับประชุม ส่วน Towerกับ Dock House ยื่นเข้าไปในทะเลสาบ สองฟากทะเลสาบเป็นหินชัน มีบ้านคนปลูกอยู่เชิงเขามากพอควร มองไปยังอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบซึ่งไกลออกไปมากเห็นรถยนต์แล่นอยู่ไหวๆ
ตกค่ำวันที่ ๒๗ มีฝนตกพรำๆ วันนี้ไม่มีแดดเลย อากาศมัวๆ ทั้งวัน ผมตัดสินใจผิดที่ไม่ออกไปวิ่งตอนเช้าหรือบ่ายของวันที่ ๒๗ เพราะหลังจากนั้นตอนฝนไม่ตกก็ติดประชุม พอเลิกประชุมฝนก็ตก และตกค่อนข้างหนักเสียด้วย บ่ายวันที่ ๒๘ ระหว่างนั่งประชุมผมดีใจว่าเลิกประชุมคงได้วิ่ง ที่ไหนได้ เลิกเอาเกือบ ๑๘ น. มืดสนิทแล้ว แถมยังฝนตกเสียอีก
ที่นี่เขามีห้องอาหารที่เปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีผลไม้ เครื่องดื่มร้อนเย็น และอาหารว่างให้ช่วยตัวเองได้ตลอดเวลา อาหารเช้าเป็นบุ๊ฟเฟ่ต์ เที่ยงและเย็นมีคนเสิร์ฟ ซึ่งก็มีอยู่คนเดียว ทำทุกอย่าง อาหารเที่ยงเป็นป๊าสต้า ทุกมื้อมีสลัดด้วยเสมอ เที่ยงและเย็นมีไวน์ให้ด้วย
ติดกับห้องประชุมมีคอมพิวเตอร์ Desktop ให้ ๓ เครื่อง เป็น PC 2 และ Mac 1 PC ต่อ อินเทอร์เน็ต ได้ ผมจึงได้ใช้ในการติดต่อได้ ผมเอาเครื่องโน้ตบุ๊คไปด้วย แต่ทำให้มันใช้ LAN หรือ wireless ที่เขามีบริการไม่เป็น วันอาทิตย์ผมไปใช้ อินเทอร์เน็ต พบว่าใช้สะดวก ความเร็วใช้ได้ แต่พอวันจันทร์ อังคาร มันหนืดมาก มีคนบอกว่าเพราะฝนตก และมีการนินทาระบบอิตาเลียนว่าไม่ดี
ฝนมันตกตลอด และเป็น rain ไม่ใช่ drizzle จนเช้าวันพฤหัส ที่ ๓๐ ก็คล้ายๆ มีพายุ คลื่นซัดแรงมาก ผมออกไปใช้ อินเทอร์เน็ต ตอน ๖ โมงเช้า ฝนปรอย แต่ลมแรงมาก อินเทอร์เน็ตเร็วดี
คืนวันที่ ๒๙ เรานั่งรถฝ่าสายฝนขึ้นไปที่ วิลลา ซึ่งอยู่บนยอดเนิน เพื่อไป ค็อกเทล ปาร์ตี้ พบกับ Scholar in Residence และรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ได้พบนักกฎหมายมหาชนแคนาดา ที่เคยมาทำวิจัยร่วมกับจุฬา และเคยเป็นคณบดี ภรรยาเป็นนักสิทธิมนุษยชน ทำงานวิจัยร่วมกับ ดร. – ของมหาวิทยาลัยมหิดล
Prof. Michael Merson, Director, Duke Global Health Institute เล่าให้ฟังเรื่อง Scholar in Residence ที่เขาให้สมัครมา retreat ทำงานวิชาการ ๑ เดือนเต็ม โดยเขาให้กระท่อมพักอยู่ในป่า ไม่มีทีวี ให้มีบรรยากาศไร้สิ่งรบกวนมากที่สุด มีเงื่อนไขว่าต้องมากินอาหารค่ำร่วมกัน และแต่ละค่ำจะมีคนเล่างานที่ตนมาทำ ๑ คน เวลา ๓๐ นาที และเพื่อนๆ จะถามหรือให้คำแนะนำอย่างกันเอง ไม่เป็นทางการ Mike เล่าประสบการณ์การทำงานป้องกันการระบาดของเอดส์ในช่วงต้นๆ ผมจึงขอให้เขาช่วย nominate คนที่ควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จากผลงาน 100% condom
แดดมาออกเอาหลังบ่ายโมงวันที่ ๓๐ ตอนกำลังกินอาหารเที่ยง หลังจากการประชุมจบลงอย่างชื่นมื่น เพราะได้สาระสำหรับไปทำงานต่อได้ ดังนั้น ๑๔ น. ผมก็ได้ออกไปเดินชมบริเวณ เดินไปตามลูกศรชี้ว่าเป็นทางเดินขึ้นไปวิลลา และชมและถ่ายรูปดอกไม้และวิวไปตลอดทาง รู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ ตกลง ๒ สัปดาห์นี้ผมขึ้นสวรรค์ ๒ หน คือที่พระตำหนักภูพานฯ กับที่ศูนย์ประชุม เบลลาจิโอ นี้
อากาศเย็นลงไปอีก กลางคืนอยู่ที่ ๕ – ๖ องศาเซลเซียส ใหห้องมีเครื่องปรับ อากาศติดผนังที่ทำได้ทั้งความร้อนและความเย็น ให้ความสบายแบบสงบที่ผมชอบมาก
สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งของศูนย์ประชุมคือเครื่องชงกาแฟและ ช็อกโกเลต กาแฟเอสเปรสโซ่ ชนิดดับเบิ้ล อร่อยจริงๆ ต้องกด doppio แล้วจึงย้ายแก้วมากดนมใส่เติมลงไป รสกลมกล่อมพอดี ไม่ต้องเติมอะไรอีกเลย
ก่อนกินอาหารเที่ยงเสร็จ หมอภูษิตแห่ง IHPP มาหาตามคำสั่งของหมอสุวิทย์ให้มาพาผมไปชมบริเวณ หมอภูษิตมาประชุมกับกลุ่ม WHO เรื่อง Global Survey of Health Systems เขายังมีประชุมต่อตอนบ่าย ผมจึงบอกให้กลับไปประชุม ผมเที่ยวคนเดียวได้ แต่ Anne Mills ครูของเขา รีบมาตามไปคุยทวงให้รีบทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกให้เสร็จเร็วๆ
แต่พอตกเย็นวันที่ ๓๐ ฝนก็ตกลงมาอีก สรุปได้ว่าฤดูใบไม้ผลิฝนตกชุกมาก ฝนตกๆ หยุดๆ จนเช้าวันศุกร์ที่ ๓๑ ก็ยังตก ผมจากเบลลาจิโอไปนอนค้างที่มิลานอีก ๑ คืน เพื่อรอเครื่องบินการบินไทยกลับกรุงเทพ
คนที่ชอบศูนย์ประชุมนี้ จะต้องเป็นคนที่ชอบความสงบ ชอบธรรมชาติ ชอบความเงียบ ที่นี่ไม่มีทีวี ไม่ว่าตรงไหน ไม่มีทีวี
เดินทางกลับ
๓๑ ต.ค. ๕๑ เวลา ๑๐ น. ตรง ผมกับหมอญี่ปุ่นที่เป็นศาตราจารย์ด้าน International Health ก็ขึ้นรถเบ๊นซ์ของบริษัทที่เขาจัดให้ เดินทางไปเมืองมิลาน ถนนแล่นผ่านริมทะเลสาบ โดยเขาตัดหินภูเขาทำถนนแคบๆ แล่นผ่านริมทะเลสาบ โคโม ทิวทัศน์จึงสวยมาก เสียอย่างเดียว ฝนตกอากาศมัว เราใช้เวลาไม่ถึง ๒ ชม. ก็ถึงโรงแรม Jolly President (www.nh-hotels.it) ซึ่งอยู่กลางเมือง บนถนน Augusto
โชเฟอร์แนะนำว่าเดินไป ๕ นาทีก็ถึง มหาวิหาร ดูโอโม (www.duomomilano.it) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ใช้เวลาก่อสร้าง ๕๐๐ ปี และเมื่อหันหน้าออกจาก ดูโอโม เดินไปทางขวา ๕ นาทีก็จะถึงโรงละครโอเปร่า ชื่อ La Scala ทางซ้ายของมหาวิหารเป็นพิพิธภัณฑ์ หมอจิมบ้า บอกว่าอยากดูภาพ The Last Supper โชเฟอร์บอกว่าไม่มีทาง เพราะต้องจองล่วงหน้า อาจต้องจอง ๓ เดือนจึงจะได้ชม
จิมบ้า ศาสตราจารย์หนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เครื่องบินกำหนดออก ๓ ทุ่ม ผมจึงชวนให้เอากระเป๋ามาฝากที่ห้องผม แทนที่จะไปฝากไว้ที่สนามบินแล้วขึ้นรถ กลับมาเที่ยวมิลาน
เราออกไปเที่ยวชมมหาวิหาร ดูโอโม ด้วยกัน แล้วไปเดินหาร้านอาหารจีน หลงไปหลงมาไปเจอร้านซูชิ เลยได้กินอาหารญี่ปุ่น แล้วหมอจิมบ้าขอเดิทางไปสนามบินเลย ตั้งแต่บ่ายสามโมง ตอนนี้ฝนหาย ผมออกไปกะเที่ยวต่อ ปรากฎว่าฝนตกอีกแล้ว ผมลืมไปว่าควรไปชมพิพิธภัณฑ์ จึงกลับเข้าห้องนอนอ่านหนังสือ The Necessary Revolution สบายไป มานึกขึ้นได้วันรุ่งขึ้นก็สายเสียแล้ว
ตื่นเช้าวันที่ ๑ พ.ย. ผมรีบไปกินอาหารเช้า เข้าไปเป็นคนแรกเมื่อภัตตาคารเปิดเวลา ๗ น. อาหารยังไม่ค่อยพร้อม กินเสร็จผมรีบออกไปชม ดูโอโม ตอนเช้า ซึ่งแทบไม่มีคน ได้เห็นพระทำพิธีด้วย จากไกลๆ โดยได้ยินเสียงที่ฟังไม่เข้าใจอยู่แล้ว
ออกจากมหาวิหาร ผมได้ยินคนอิตาเลียนถามทางไป La Scala จึงเดินตามเขาไป โดยผ่าน Shopping Arcade ไป ไอ้เจ้าอาคารร้านค้าสมัยใหม่นี่มันรุกบริเวณลานหน้ามหาวิหาร และทำให้โรงโอเปร่า La Scala ลดสง่าราศรีไปมาก ผมจำได้คลับคล้าย คลับคลาว่า ตอนผมมาชมมหาวิหาร ดูโอโม เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ลานหน้ามหาวิหารกว้างขวางใหญ่โตมาก ผมอาจจะจำผิดก็ได้
ผมชอบใจอนุสาวรีย์ Leonardo da Vinci ที่อยู่ตรงกันข้ามถนน มากกว่าโรงโอเปร่า เขาขึ้นป้ายชื่อเฉพาะ Leonardo ไม่มี da Vinci
ตอน check-out ทางโรงแรมมีปัญหาว่าบริษัทเอเย่นต์เดินทางที่จองโรงแรมไม่ได้ระบุให้ชัดว่าให้เก็บค่าโรงแรมจากเขา ต้องแก้ปัญหาโดยผมให้เขารูดบัตรของผมเป็นประกันไว้ ตอนที่รอนี้ โชเฟอร์รถของบริษัทที่ผู้จัดประชุมเขาจ้างให้มารับส่งผมจะเอากระเป๋าไปใส่รถก่อน สัญชาตญาณของคนเคยโดนต้มในต่างแดน และได้ยินข่าวคนเคยโดนต้มในอิตาลีทำให้ผมปฏิเสธ บอกให้รอเอาขึ้นพร้อมกับตัวผม แล้วจะเล่าเรื่องทำนองนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์แก่คนรุ่นหลัง
ขาไปผมนั่งเครื่องบินไปพร้อมกับ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ขากลับพร้อมกับหมอภูษิต ประคองสาย
วิจารณ์ พานิช
๒ พ.ย. ๕๑
1. วิวทะเลสาปโคโม และหมู่บ้านเบลลาจิโอ เมืองตากอากาศ 2. หลังฝนตกและอากาศเย็นลงมา 2 วัน บนยอดเขามีหิมะคลุมแล้ว 3. ถ่ายจากทางเดินขึ้นไปยังวิลลา ดังอยู่บนสวรรค์ 4. วิลลาที่เราขึ้นมากินอาหารค่ำคืนวันที่ 29 ต.ค.51 5. ทะเลสาปโคโมกับหมู่บ้านเบลลาจิโอ 7. หลังซ้ายมือ Sfondrata หลังกลางคือหอคอย หลังขวามืออาคารจอดเรือ 8. ดอกไม้ป่าแสนงาม 9. ดอกไม้ป่า 10. ดอกไม้ป่า 11. ไม้ดอก 12. หน้ามหาวิหารดูโอโม 13. โรงโอเปร่า La Scala กับอนุสาวรีย์ลีโอนาร์โด 14. อนุสาวรีย์ ลีโอนาร์โด ดาวินซี






6. ความงามของธรรมชาติ







