เมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว มนุษย์มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ได้แก่ "การเกษตร" และทำให้มีมนุษย์สายพันธุ์ปัจจุบันเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะสังเขปดังนี้
-
อาศัยอยู่เป็นที่ เป็นทาง สร้างบ้านเรือนจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ใกล้ตัว
-
สร้างชุมชนและเมือง ตลอดจนระบบการคมนาคม การสื่อสาร ฯลฯ
-
ขยายเผ่าพันธุ์ของตนเอง (Population growth) ในอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ
-
มีความห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น (เท่ากับว่าเข้าใจธรรมชาติน้อยลง)
-
กิจกรรมของมนุษย์เริ่มมีเป้าหมายตรงกันข้ามกับธรรมชาติมากขึ้น และสร้างปัญหาให้แก้สังคมมนุษย์มากขึ้นทุกเวลา (Resource depletion)
-
ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีปริมาณลดลง และมีอัตราการทดแทนน้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร
อนาคตของสังคมมนุษย์ขึ้นอยู่กับความสามารถของสังคมมนุษย์เอง เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจระบบธรรมชาติที่ตนเองมีอยู่ในแต่ละพื้นที่และเวลา (ฤดูกาล) และนำความเข้าใจที่ได้ไปประกอบการคาดการณ์ความเป็นไปของระบบธรรมชาติ เพื่อจะได้ปรับตัวและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
การเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติด้วยความเป็นมิตรและมีความสุขนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของคนไทยทุกระดับ นั่นคือ ผู้บริโภค (Consumers) ก็ต้องชื่นชอบผลผลิตที่ได้จากระบบการผลิตธรรมชาติ ผู้กำหนดนโยบาย (Policy makers) ก็ต้องมีจุดยืนในทำนองเดียวกัน ผู้ผลิต (Producers) ในระบบเกษตรต่าง ๆ ก็ต้องดำเนินการผลิตให้เป็นมิตรกับสภาพธรรมชาติให้มากที่สุด
เราต้องสร้างสังคมในการเรียนรู้ธรรมชาติและการเกษตร (Earth & Agriculture Education) ตามแนวไทย ๆ ให้มากขึ้น มีตัวอย่างดี ๆ (แบบจำลอง) มากมายหลากหลายอยู่ทั่วไทย รอให้มีการศึกษา รอให้มีนักวิชาการเข้าไปอธิบายโดยหลักการของระบบศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศาสตร์ต่าง ๆ ทุกแขนง และนำองค์ความรู้ที่ได้ไปตีพิมพ์เผยแพร่ในหลากหลายรู้แบบ ให้เยาวชนได้เรียนรู้ว่า
"การเกษตรที่ดีนั้นเป็นศาสตร์ของแผ่นดินและต้องมีความเข้าใจธรรมชาติเป็นรากฐาน จึงจะมีระบบเกษตรที่ยั่งยืน"