บุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนคงยอมรับว่าการที่สามีของหญิงตั้งครรภ์เข้ามามีส่วนร่วมในการรับบริการฝากครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรับรู้การดูแลสุขภาพ การรับความรู้ระหว่างตั้งครรภ์ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ดี

เล่าจากคลินิกฝากครรภ์

เรื่องการป้องกันการติดเชื้อ เอชไอวี สำหรับหญิงตั้งครรภ์

ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ     ศูนย์อนามัยที่ 6

การให้บริการฝากครรภ์ในโรงพยาบาล  บุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนคงยอมรับว่าการที่สามีของหญิงตั้งครรภ์เข้ามามีส่วนร่วมในการรับบริการฝากครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรับรู้การดูแลสุขภาพ การรับความรู้ระหว่างตั้งครรภ์ ฯลฯ   เป็นสิ่งที่ดี    แต่ทำไมเราให้ความสำคัญเฉพาะ การบริการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆที่สามีบางคนก็พาภรรยามาฝากครรภ์   อาจด้วยเหตุผลที่ว่าแค่การให้บริการหญิงตั้งครรภ์อย่างเดียวเราก็จะแย่อยู่แล้ว  และอาจจะไม่รู้จะพูดคุยอะไรกับสามี  หรือสถานที่ให้บริการมันคับแคบไม่สะดวกที่จะให้สามีมามีส่วนร่วมในการให้บริการฝากครรภ์    และยังมีเหตุผลอีกมากมาย   หรือบางคนก็บอกว่าสามีไม่ยอมมาหรอก เพราะมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไร แค่มานั่งรอภรรยาตรวจเสร็จแล้วก็รับกลับบ้าน  เสียเวลา ทำงานของเขาเปล่าๆ ไปหาเงินเลี้ยงลูกจะดีกว่า 

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทำหน้าที่เป็นพยาบาลที่ให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์มาเป็นเวลานานประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมาก็ได้ให้บริการที่อยากให้สามีมามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ แต่ก็ทำได้บางกรณีเท่านั้น เช่นในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากสามีเป็นอย่างดี แต่ความจริงมีสามีพาภรรยามาฝากครรภ์ไม่ถึงร้อยละ 20  ซึ่งเป็นจำนวนน้อยมาก     จากรายงานการติดเชื้อ เอช ไอวีในหญิงตั้งครรภ์ พบว่าอัตราการติดเชื้อ เอชไอวี ในหญิงตั้งครรภ์ ประมาณ ร้อยละ 1 หญิง ตั้งครรภ์อีกร้อยละ   99  ที่มีผลเลือดเป็น ลบ ทำอย่างไรที่จะให้มีผลเลือดลบตลอดไป สิ่งสำคัญคือควรให้สามีมารับความรู้เพื่อร่วมมือกันป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยกัน 

การให้ความรู้/สุขศึกษาแบบเดิมคือให้เฉพาะหญิงตั้งครรภ์  ซึ่งความจริงแล้วลูกที่อยู่ในท้องแม่ก็เป็นลูกพ่อเช่นกัน  การดูแลลูกในท้องแม่พ่อก็ควรมีบทบาท พ่อคือคนสำคัญดังนั้นพ่อก็ควรมารับความรู้พร้อมแม่เมื่อมาฝากครรภ์ จึงมีแนวคิดและดำเนินงานโรงรียนพ่อแม่ขึ้น  พ่อก็ยังมาได้จำนวนน้อย ทั้งที่เปิดโอกาสให้มาร่วมในกิจกรรมที่จัดให้ซึ่งอาจจะยังไม่มีรูปแบบมากนัก  ต่อมา นพ.ณรงค์ วินิยกูล ท่านได้ผลักดันนำรูปแบบการฝากครรภ์แนวใหม่ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้ว มาปรับใช้ที่คลินิกฝากครรภ์  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ     ศูนย์อนามัยที่ 6  คณะทีมงานฝากครรภ์ได้ร่วมกันพัฒนาบูรณาการโรงเรียนพ่อแม่ เข้ากับการฝากครรภ์แนวใหม่ 

ต่อมาผู้เขียนได้ถูกเสนอชื่อเข้าร่วมในการวิจัยของกรมอนามัย โดยทำการศึกษาร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยเขต1,4,6,7,8และ10 ของกรมอนามัยในโครงการการป้องกันการติดเชื้อ เอชไอวี สำหรับหญิงตั้งครรภ์    ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย (HIV Preventive  for HIV-Negative Pregnant Women in MCH Hospitals  in Thailand )  แต่ที่เราพูดกันสั้นๆว่า   โครงการ UNFPA  ตอนแรกๆก็รู้สึกหนักใจเพราะเป้าหมายของโครงการจะต้องมีคู่สามีภรรยาเข้าร่วมโครงการแต่ละโรงพยาบาลประมาณ  1000 คู่  ทั้งๆที่ผ่านมาสามีมาโรงพยาบาลกับภรรยาไม่ถึง 50%   จากการดำเนินงานทีมงาน ฝากครรภ์ได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นระยะๆ หาวิธีการที่จะเชิญชวนสามีให้มาร่วมในกิจกรรมที่จัดให้สามีมีส่วนร่วม  และที่สำคัญผู้เขียนก็อยากรู้ว่าที่สามีมาพร้อมกับภรรยา ได้นั้นเขามีเหตุผลใด  จึงได้ไปเก็บข้อมูลสัมภาษณ์สามีหญิงตั้งครรภ์จำนวน 20 คน ได้คำตอบหลากหลาย เช่น เจ้าหน้าที่ที่นี่ให้การต้อนรับดี  ให้การดูแลดี  มีเพื่อนแนะนำมาว่าที่นี่ให้บริการดี  ญาติแนะนำ เวลามาแล้วที่นี่ให้ความรู้ดี เจ้าหน้าที่พูดจาดี   สะดวก สะอาด ได้มีส่วนร่วมในการดูแลลูก ได้เห็นลูกในการตรวจอัลตราซาวนด์  ได้ เข้าห้องคลอด เป็นต้น    จากการที่ได้ข้อมูลก็ได้มีการพูดคุยกับทีมงานฝากครรภ์ ว่าสิ่งสำคัญ คือ บรรยากาศของการให้บริการที่เป็นกันเองเสมือนญาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสามี เช่นการต้อนรับ  การพูดคุย  ความเป็นกันเอง การให้สามีรับรู้ว่าการที่เขามาฝากครรภ์พร้อมภรรยาทำให้ได้รับความสะดวกในการมารับบริการมากขึ้น  การให้เกียรติและให้สามีเห็นว่าเขาเป็นคนสำคัญในการดูแลสุขภาพของแม่และลูก  สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้คงต้องมาจากเจตคติของผู้ให้บริการที่เห็นความสำคัญและเต็มใจที่จะให้บริการการมีส่วนร่วมของสามี    กิจกรรมสำคัญในการตรวจสุขภาพพ่อแม่อีกอย่างคือ การตรวจเลือดพร้อมกันของสามี ภรรยา ซึ่งก็เป็นการยากอีกที่จะพูดคุยอย่างไรที่สามีจะเข้าร่วมโครงการและตรวจเลือด เอชไอวี ด้วยความสมัครใจ  ในการให้การปรึกษาก่อนตรวจเลือดนี้ ทีมงานฝากครรภ์ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะเทคนิค เพื่อจะได้ดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมาย   กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างคือการให้ความรู้ในการป้องกัน การติดเชื้อ เอชไอวี  ซึ่งได้เกิด นวตกรรมการแจ้งผลเลือดโดยใช้กระบวนการกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการที่จะให้คู่สามีและหญิงตั้งครรภ์ คงมีผลเลือดเอชไอวีเป็นลบตลอดไป           

                การดำเนินงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 6 ได้มีสามีภรรยาเข้าร่วมโครงการจำนวน 987 คู่ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า  มีการติดเชื้อเอดส์ทั้งสามี และหญิงตั้งครรภ์  จำนวน 11คู่ (1.1%) และพบผลเลือดที่แตกต่างกัน จำนวน 11 คู่ ( 1.1 %)  และสิ่งสำคัญกว่านั้นเราพบว่าในผลเลือดที่แตกต่างกัน  หญิงตั้งครรภ์ ที่มีผลเลือดเป็นบวก แต่สามีได้ผลลบจำนวน 8 คู่ (0.8%)   ในขณะที่สามีมีผลกาตรวจเลือดได้ผลบวกแต่ภรรยาได้ผลลบ จำนวน 3 คู่ ( 0.3% ) ซึ่งผู้เขียนได้ให้การปรึกษาและดูแลหญิงตั้งครรภ์และสามีที่ติดเชื้อ  ติดตามต่อเนื่องเน้นให้การปรึกษาแบบคู่ ทำให้ทุกคู่ยังมีผลตรวจเลือดเช่นเดิม   คนที่ผลลบก็ยังลบอยู่  โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีผลลบ สามีผลบวก   ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตัวป้องกันอย่างจริงจัง         อาจจะมี ผลเลือด เปลี่ยนเป็นบวกและมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกได้ จึงต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม ได้มีการประสานงานกันระหว่างคลินิกต่างๆได้แก่ ผู้การให้การปรึกษา  คลินิกฝากครรภ์   ห้องคลอด   คลินิกหลังคลอด คลินิกตรวจสุขภาพเด็ก  คลินิกวางแผนครอบครัว  และได้เกิดนวตกรรมของการให้การปรึกษาได้แก่ การให้การปรึกษาแบบคู่     การเปิดเผยผลเลือดที่แตกต่างกัน  

   จากการดำเนินงานการป้องกันการติดเชื้อ เอชไอวี สำหรับหญิงตั้งครรภ์  ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ     ศูนย์อนามัยที่ 6         เราได้มากกว่าการป้องกันโรคเอดส์ในหญิงตั้งครรภ์       เกิดนวตกรรมเพิ่มมาอีกมากมาย ได้แก่

- นวตกรรมทางความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยม   ผู้ให้บริการให้ความสนใจและใส่ใจชักชวนให้สามีเข้าร่วมในกิจกรรมมากขึ้น    ส่วนผู้รับบริการสามีมองเห็นภาพตัวเองว่ามีบทบาทสำคัญอย่างไรในการดูแลสุขภาพแม่และลูก

-นวตกรรมทางพฤติกรรม  ผู้ให้บริการ มีทักษะ เทคนิค และกระบวนการสื่อสารมากขึ้น  ผู้รับบริการมีการบอกต่อๆกัน ให้สามีมาฝากครรภ์พร้อมภรรยา เกิดพฤติกรรม เดินมาเป็นคู่

           - นวตกกรมที่เป็นระบบบริการ  - ฝากครรภ์เป็นคู่      

                                                              -การแจ้งผลเลือดเอชไอวี ลบ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม

          -  นวตกรรมของการให้การปรึกษา การให้การปรึกษาแบบคู่   การเปิดเผยผลเลือดที่แตกต่างกัน

อาจจะมีบางท่านอ่านเรื่องเล่าแล้วยังนึกภาพการมีส่วนร่วมของสามีไม่ออก ผู้เขียนจะใส่เป็นรูปตารางดังนี้

ครั้งที่

      การเข้าร่วมกิจกรรมของหญิงมีครรภ์

             การเข้าร่วมกิจกรรมของสามี

1.

ฝากครรภ์ครั้งแรก

·     ให้ความรู้ และคำปรึกษาก่อนตรวจเลือดครั้งที่ 1

·     ตรวจเลือด เอชไอวี ครั้งที่ 1

พร้อม ANC ครั้งแรกของแม่

-   เข้าร่วมฟังการให้ความรู้ และคำปรึกษาก่อนตรวจเลือด ครั้งที่ 1

-  ตรวจเลือด เอชไอวี ครั้งที่ 1

2.

การแจ้งผลเลือด

·     เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ ครั้งที่ 1

 

-  กิจกรรมฟังผลเลือด

-  หากพ่อไม่มาครั้งแรกให้มาพร้อมแม่ครั้งนี้ให้เข้าร่วมฟังการให้คำปรึกษาก่อนตรวจเลือด ครั้งที่ 1

- เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่   ครั้งที่ 1

3.

อายุครรภ์ 32 สัปดาห์

·     การตรวจเลือด เอชไอวี ครั้งที่ 2

 

- ตรวจเลือด เอชไอวี ครั้งที่ 2

 

4.

อายุครรภ์หลัง 33 สัปดาห์

·     ฟังผลเลือด

 เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่

·         รับความรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

·             การเตรียมตัวคลอด  และทัวร์ห้องคลอด

- ฟังผลเลือด

เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่

-         รับความรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

-         การเตรียมตัวคลอด

-         ทัวร์ห้องคลอด

 

 

ท้ายนี้เรื่องเล่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี บุคคลสำคัญได้แก่ พญ.อวยพร แก้วสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ  พญ. วนิดา สินไชย  ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 6  นพ.ณรงค์  วินิยกูล  สูติแพทย์หัวหน้าโครงการฯ  ทุกท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้ผู้เขียนไปทำโครงการนี้ และให้การสนับสนุนทุกด้าน ซึ่งผู้เขียนต้องขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้มีประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ของตนเอง      ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน หญิงตั้งครรภ์ และสามีทุกคู่ที่เข้าร่วมในโครงการนี้