ฮัจญ์

ฮัจญ์มับรูรฺและผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิม

ฮัจญ์ คือ การรวมตัวของมนุษยชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถรวบรวมประชาคมโลกที่ก้าวโพ้นพรมแดนแห่งชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม มุสลิมทุกคนต้องประกอบพิธีฮัจญ์แม้ครั้งเดียวในชีวิต หากมีความสามารถ     

ฮัจญ์คือศูนย์รวมของมนุษยชาติระดับสากลที่ถือเป็นโอกาสในการหวนรำลึกและฟื้นฟูบรรยากาศแห่งอีมาน การตักวา การยึดมั่นในคำสอน การฝึกฝนความเป็นน้ำหนึ่งเดียว รับทราบ ศึกษาและร่วมแก้ไขวิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพและศักดิ์ศรีของอิสลามและมุสลิม

                มุสลิมทุกคนจึงใฝ่ฝันที่จะประกอบพิธีฮัจญ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับฮัจญ์มับรูรฺ ที่ไม่มีผลตอบแทนใดๆ ที่คู่ควรเว้นแต่สวรรค์ของอัลลอฮฺเท่านั้น

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้รับโอกาสพัฒนาและขัดเกลาจิตใจให้สูงส่ง ตัดขาดจากความโกลาหลของโลกดุนยา พวกเขาสวมใส่ผ้าขาว 2ผืนที่ไม่มีการเย็บถักปักรอย ไม่สามารถแม้กระทั่งใส่น้ำหอม หรือร่วมหลับนอนกับภรรยาของตนเอง ผู้ที่กำลังประกอบพิธีฮัจญ์นั้น พวกเขากำลังสลัดทิ้งการใช้ชีวิตอย่างปกติ สู่การเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่สำรวม หัวใจที่ยำเกรง ลิ้นที่หมั่นเปล่งเสียง ตัลบียะฮฺ ดุอา ซิกิร อ่านอัลกุรอาน เพื่อป่าวประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ มีจิตใจที่สำรวมและสำนึกในความผิดพลาดของตนเอง 

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งจำต้องพรากจากครอบครัว พี่น้องผองเพื่อนและมาตุภูมิ เปรียบเสมือนผู้ที่พรากจากโลกดุนยา ซึ่งต้องสูญสิ้นทุกอย่างแม้แต่คนรัก ในขณะที่การอาบน้ำ หรือการอาบน้ำละหมาดและการหุ้มกายด้วยผ้าขาว 2 ผืน ก็เปรียบเสมือนการห่อหุ้มศพของผู้เสียชีวิตที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ต้องดำเนินการให้แก่ตนเองก่อนที่จะให้คนอื่นดำเนินการแทนในลักษณะเช่นนี้เมื่อสิ้นชีวิตไป

อิสลามสอนว่าทุกคนไม่มีสิทธิ์วางก้ามแสดงตนเหนือคนอื่นเนื่องจากความแตกต่างด้านชาติพันธุ์หรือสีผิว ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างยาจกกับมหาเศรษฐี ชนผิวขาวกับชนผิวดำ นายหรือบ่าวไพร่ เจ้าหน้าที่หรือประชาราษฎร์ ทุกคนจะอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกันหมด เมื่อผู้ประกอบพิธีฮัจญ์นับล้านคนเริ่มตั้งใจอิหฺรอมที่มีก็อต ( Miqat หมายถึง จุดพรมแดนที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ต้องตั้งใจและปฏิบัติตามเงื่อนไขของฮัจญ์) โดยการห่มกายด้วยผ้าขาวสองผืน ผู้คนเหล่านี้เปรียบเสมือนแม่น้ำลำคลองจำนวนล้านๆ สายที่ไหลบรรจบเข้าสู่มหาสมุทรซึ่งกลายเป็นน้ำทะเลที่มีลักษณะเดียวกันหมด ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศเป็นจำนวนล้านๆ คน ก็จะกลายเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันเมื่อเข้ามาบรรจบ ณ มีก็อต (Miqat) เพื่อหลอมรวมเข้าสู่มหาสมุทรแห่งกระบวนการฮัจญ์อย่างพร้อมเพรียงกัน

   

ทุกคนไม่มีสิทธิ์แอบอ้างความเป็นอภิสิทธิชน เว้นแต่ด้วยการตักวาเท่านั้น

คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศที่กำลังเฏาะวาฟรอบๆ   บัยตุลลอฮฺ ชวนให้เรานึกถึงดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยจักรวาลซึ่งล้วนเป็นบริวารที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ในขณะที่ดวงอาทิตย์ก็เป็นเพียงดาวเคราะห์เพียงดวงหนึ่งในระบบกาแล็กซี่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่ต้องโคจรตามระบบที่ถูกกำหนดไว้ เช่นเดียวกันกับมนุษย์บนโลกนี้ ที่ต้องคจรหมุนรอบบัยตุลลอฮฺ ไม่ว่าขณะ เฏาะวาฟหรือขณะดำรงละหมาดที่มุสลิมทั่วโลกต่างผินหน้าไปยังบัยตุลลอฮฺเป็นประจำอย่างน้อย 5ครั้งต่อวัน ในขณะที่ บัยตุลลฮฺ ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงถึงความนอบน้อมและศิโรราบภายใต้อำนาจของอัลลอฮฺผู้บริหารสากลจักรวาล

การเดินสะอีย์ระหว่างเนินเศาะฟาและมัรวะฮฺจำนวน 7 เที่ยว ทำให้เราได้บทเรียนว่า ตราบใดที่มนุษย์ รู้จักใช้ชีวิตบนโลกนี้โดยยึดมั่นกับหลักชัยที่มั่นคง มนุษย์ไม่มีวันหลงทางอย่างแน่นอนและจะต้องถึงเส้นชัยอย่างมิพักต้องสงสัย(ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ) หลักชัยสองประการที่มนุษย์ต้องยึดมั่นเป็นคู่มือสำหรับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยที่ได้รับการประกัน   จากนบีมูฮัมมัดคือ อัลกุรอานและซุนนะฮฺ

  

การวุกูฟที่อะเราะฟะฮฺที่ควบคู่กับการรำลึกและดุอาต่อเอกอัลลอฮฺ ตลอดจนการพักแรมที่ทุ่งมุซดะลิฟะฮฺและทุ่งมินา ก็เสมือนสภาพของมนุษย์ที่ถูกฟื้นคืนชีพในวันกียามะฮฺที่ทุกคนกลับไปหาสู่อัลลอฮฺโดยอาศัยเสบียงแห่งตักวาและอีมานเท่านั้น

ช่างเป็นบรรยากาศที่มีความหมายอันลึกซึ้งที่สามารถเตือนสติแก่ผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ตลอดระยะเวลาของการทำฮัจญ์ ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ต้องฝึกฝนให้อยู่ในระเบียบวินัย รู้จักควบคุมอารมณ์ เชื่อฟังผู้นำผู้ทรงคุณธรรม บากบั่นต่อสู้กับความยากลำบากและความเหนื่อยล้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ทักทายผู้คนด้วยสลาม ให้อาหาร ใช้วาจาที่สุภาพอ่อนโยน มีมารยาทอันสูงส่ง และยับยั้งอารมณ์ตนเองมิให้พลาดพลั้งกระทำสิ่งต้องห้ามและสิ่งอบายมุขต่างๆโดยเฉพาะการร่วมหลับนอนกับภรรยาและสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ การกระทำสิ่งอบายมุข และการทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนหมั่นกระทำความดีทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของฮัจญ์มับรูรฺ เพื่อนำไปปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตยามกลับสู่มาตุภูมิต่อไป 

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์คือผู้ใฝ่สันติ เขาไม่สามารถสร้างความเดือดร้อนใดๆไม่ว่าต่อตนเอง ผู้อื่นสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เหล่าสิงสาราสัตว์แม้กระทั่งหักกิ่งก้านหรือเด็ดใบไม้เล็กๆ ก็ตาม ช่วงเวลาการทำฮัจญ์คือช่วงเวลาแห่งสันติ ในขณะที่มักกะฮฺคือดินแดนและอาณาบริเวณที่สันติสุข ดังนั้นผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จึงซึมซับบรรยากาศของสันติภาพทั้งเงื่อนไขแห่งเวลาและสถานที่ เพื่อฝึกฝนให้มุสลิมมีความเคยชินในภาคปฏิบัติสู่การประยุกต์ใช้วิถีแห่งสันติต่อไป

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในฐานะอาคันตุกะของอัลลอฮฺ สมควรที่จะย้อนกลับดูตัวเองว่า แต่ละคนสามารถซึมซับปรัชญาฮัจญ์ที่ได้กล่าวมาได้มากน้อยเพียงใด ฮัจญ์สามารถชำระล้างบาปอย่างหมดจดเปรียบเสมือนสภาพทารกที่เพิ่งคลอดจากท้องมารดาหรือไม่

ที่สำคัญ ฮัจญ์สามารถนำความเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของแต่ละคนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สามารถจัดระเบียบตนเองที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่