ทฤษฎีของความหลากหลายของสติปัญญา (Theory of Multiple Intelligences )
จะมีส่วนช่วยทำให้เกิดการพัฒนาด้านการจัดหลักสูตรดนตรีระดับชั้นมัธยมศึกษาในประเทศไทยได้อย่างไร
ในปัจจุบันการศึกษาทางด้านดนตรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งถูกกำหนดหลักสูตรโดยกรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดวิชาดนตรีศึกษาเข้าอยู่ในหัวข้อวิชา“ ศิลปะกับชีวิต ” อันเป็นวิชาที่ได้รวมความหลากหลายทางสุนทรียศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน
ในลักษณะการสอนแบบบูรณาการ ซึ่งจัดว่าเป็นวิชาบังคับแกน มีจำนวนคาบเรียน 1 คาบต่อสัปดาห์ และมีจำนวนหน่วยกิจ 0.5 หน่วย
วิชาศิลปะกับชีวิตนั้น เป็นวิชาที่รวบรวมเอาเนื้อหาของวิชาทางสุนทรียศาสตร์ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้
1. วิชาดนตรีไทย
2. วิชาดนตรีสากล
3. วิชานาฏศิลป์
4. วิชาทัศนศิลป์
กรมวิชาการ ( 2538: 4 ) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของวิชาศิลปะ ว่ามีหลักการและจุดมุ่งหมายคือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงออก
เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินบวกสาระความรู้ให้ทุกคนสามารถสัมผัส ค้นพบประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเองจากบรรยากาศของความรู้สึกอิสระเสรี ในทางความคิด ความรู้สึกผ่อนคลายได้สาระความรู้และเกิดความสุขไปในตัว
จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของหลักสูตรการเรียนศิลปะกับชีวิต นอกจากให้ผู้เรียนได้เกิดความรู้ทางด้านข้อเขียน ทฤษฎี ทักษะการปฏิบัติแล้ว ผู้เรียนยังต้องสามารถนำส่วนสำคัญของศิลปะ คือ อิสระเสรีทางความคิด ความสุข
จากการได้ทำงานศิลปะนั้น หรือจากการได้มีส่วนร่วมชื่นชมในผลงานทางศิลปะที่เกิดขึ้น
จากความสำคัญของจุดมุ่งหมายของวิชาศิลปะกับชีวิต เราจะเห็นได้ว่า การที่จะดำเนินกระบวนการเรียนการสอนให้ได้บรรลุถึงจุดหมายดังกล่าว จะต้องอาศัยองค์ประกอบอยู่ด้วยกันหลายอย่าง
1. การมีเวลาได้ทำกิจกรรมศิลปะนั้น ๆ ในชั้นเรียนอย่างเพียงพอ เนื่องจากวิชาศิลปะเป็นวิชาที่เน้นทางด้านการฝึกทักษะความสามารถในตัวผู้เรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในตัวผู้เรียนอย่างสมบูรณ์ การมีเวลาอยู่ในชั้นเรียนเพียง 1 คาบ หรือ 50 นาที นับเป็นเวลาที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการฝึกทักษะทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ทางทัศนศิลป์ การฟ้อนรำของนาฏศิลป์ การฝึกเล่นดนตรี ต่างก็ต้องอาศัยเวลาที่ยาวต่อเนื่องพอสมควรในแต่ละบทเรียน
2. การเรียนศิลปะแขนงต่าง ๆ ต้องมีความเป็นเอกภาพในวิชานั้น ๆ การที่จะทำบูรณาการในวิชาสุนทรียศาสตร์เป็นไปได้ในบางเรื่อง และบางเรื่องก็ไม่ควรจะใช้วิธีการนี้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนหน่วยกิจ ทำให้การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่สมบูรณ์ และแต่ละโรงเรียนก็มีมาตราฐานการจัดที่ไม่เท่ากัน เช่น บางโรงเรียนก็เรียนศิลปะทางทัศนศิลป์และดนตรีในเวลาเดียวกันด้วยการใช้วิธีทางบูรณาการเท่าที่ครูผู้สอนจะสามารถกำหนดแผนการสอนให้เป็นไปได้ หรือในบางโรงเรียนก็ใช้วิธีแบ่งการเรียนเป็น 50 % กล่าวคือ ใน 50
นาทีเรียนทัศนศิลป์ 25 นาที และ เรียนรำไทย 25 นาที เป็นต้น ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ไม่เต็มที่ และไม่มีเวลาในการฝึกทักษะที่ควรฝึก
3. ทัศนคติของผู้บริหารโรงเรียนต่อวิชาสุนทรียศาสตร์ ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์แคบมองไม่เห็นความสำคัญของวิชานี้ย่อมจะทำให้การจัดการเรียนการสอนวิชานี้ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลเสียต่อการศึกษา การที่มองว่าวิชาการทางนี้เป็นสิ่งที่ไร้สาระไม่มีประโยชน์ไม่น่าสนับ
สนุน แสดงถึงผู้บริหารยังไม่มีความรู้เพียงพอในการจัดการศึกษา ไม่เคยค้นคว้างานวิจัยทางการศึกษาทางดนตรีว่ามีประโยชน์ต่อพัฒนาการของมนุษย์อย่างไร และสุนทรียศาสตร์มีความสำคัญต่อการศึกษาของมนุษย์เพียงไร
4. ทัศนคติของผู้สอนวิชาทางสุนทรียศาสตร์ บางทีตัวผู้สอนเองก็เป็นส่วนที่ทำให้การเรียนการสอนไม่มีความสำคัญเสียเอง
เพราะการไม่ตระหนักถึงบทบาทของตนเองและของวิชาที่ตนกำลังสอน การมีทัศนคติที่ว่าวิชาสุนทรียศาสตร์เป็นวิชารองจากวิชาจำพวกคณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ จึงทำให้ผู้สอนคิดเพียงว่าสอนให้ผู้เรียนพอรู้และผ่านไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น
5. ทัศนคติของผู้เรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนค่านิยมในสังคมไทยที่มีต่อวิชาทางสุนทรีย-ศาสตร์
ว่าเป็นวิชาที่ไม่ค่อยมีความสำคัญ เป็นอาชีพที่ไม่มีหน้าตาในสังคม เป็นรองจากวิชาการทางด้านอื่น ๆ ความคิดที่ว่าทำให้เสียเวลาในการเรียนถ้าเอาเวลาไปทำงานทางด้านศิลปะ หรือการฝึกซ้อมดนตรี
จากองค์ประกอบ 5 ประการข้างต้น ทำให้เห็นได้ว่า วิชา “ ศิลปะกับชีวิต ” ไม่น่าเหมาะสมในการใช้เป็นวิชาเพื่อจัดการเรียนการสอนในชั้นมัธยมศึกษาด้วยเหตุผลใหญ่ 2 ประการคือ
1. การรวมวิชาถึง 4 แขนงเข้าไว้ด้วยกัน โดยแต่ละวิชาต่างมีจุดมุ่งหมายของการเรียนและกระบวนการเรียนต่างกัน
2. เรื่องของเวลาที่ใช้ปฏิบัติทักษะ เนื่องจากวิชาทางด้านสุนทรียศิลป์ต่างก็ต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาฝึกฝนอยู่มาก
เวลาเพียง 1 คาบหรือ 50 นาทีต่อสัปดาห์ จึงเป็นเวลาเรียนที่น้อยเกินไปที่จะให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดความรู้ ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ที่จะนำไปใช้ต่อการดำเนินชีวิต
เมื่อเราได้พิจารณาถึงความต้องการในการศึกษาของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จะเห็นได้ว่าการมุ่งเน้นในการจัดการศึกษา คือ เน้นเวลาและหลักสูตรไปอยู่ในวิชาการหลักเสียเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ มีทั้งที่เป็นคณิตศาสตร์หลักและคณิตศาสตร์เสริม มีตำราแบบเรียน ที่มีมาตรฐานตายตัว และกรมวิชาการยังให้การส่งเสริมกับโรงเรียนในการทำศูนย์สื่อการเรียนการสอน
ให้ความสำคัญกับวิชาโดยการจัดตั้งเป็นหมวดวิชาคณิตศาสตร์ และงบประมาณของโรงเรียนก็ทุ่มเทมามาก ผู้บริหารให้ความสำคัญกับครูคณิตศาสตร์มาก ชั่วโมงว่างที่โรงเรียนจัด ( ชั่วโมงซ่อมเสริม หรือ ค้นคว้าด้วยตัวเอง ) ก็ถูกจัดลงกับวิชาคณิตศาสตร์ แต่ถ้าพิจารณาในมุมมองเดียวกันในวิชาดนตรี ไม่ได้รับความสำคัญให้เป็นหมวดวิชาหนึ่งของโรงเรียนตำราแบบเรียนวิชาดนตรีก็ไม่ได้จัดทำไว้เป็นมาตรฐาน กรมวิชาการไม่ได้สนันสนุนให้โรงเรียนจัดทำศูนย์สื่อทางศิลปะเท่ากับวิชาสามัญอื่น ๆ งบประมาณที่จะมาถึงวิชาดนตรี ก็ถูกส่งผ่านมาทางหมวดศิลปะ ซึ่งต้องถูกตัดทอนแบ่งปันกันไปถึง 4 ส่วนตามแขนงวิชาซึ่งแตกต่างกัน ทำให้ได้งบประมาณน้อย ครูดนตรีก็ไม่ได้รับความสำคัญเท่าครูวิชาสามัญอื่น ๆ
วิรุณ ตั้งเจริญ ( 2542 ) ได้กล่าวถึงการพัฒนาสมองไว้ว่า สังคมที่ผ่านมาพยายามแยกคนออกไปสองขั้ว
ขั้วหนึ่งบอกว่าฉลาดทางวิทยาศาสตร์แล้วไม่ฉลาดทางศิลปศาสตร์ และอีกขั้วหนึ่งบอกว่าฉลาดทางศิลปศาสตร์ แล้วไม่ฉลาดทางวิทยาศาสตร์ 4
สังคมสร้างตราบาปไว้นั้นเพื่อผลิตคนในสังคมไปใช้งานเฉพาะอย่าง เฉพาะด้านในสังคมอุตสาหกรรมเก่า ตราบาปเช่นนี้จะยังคงอยู่ โดยที่บริบทสังคมอุตสาหกรรมได้ปรับเปลี่ยนไปมากแล้ว หรือผู้คนทั้งสองขั้วจะต้องรู้เท่ากัน พัฒนาสมองทั้งสองซีกเสียใหม่ และยอมรับความยิ่งใหญ่หรือความเท่าเทียมบนความแตกต่างนั้น เพื่อร่วมกับพัฒนามนุษย์และสังคมให้เกิดดุลยภาพอย่างแท้จริงต่อไป
จากข้อความข้างต้น วิรุณ ตั้งเจริญ พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาทั้งสองด้านคือ ด้านวิทยศาสตร์ และ
ด้านศิลปศาสตร์ การพัฒนามนุษย์และสังคมต้องใช้ทั้ง 2 ศาสตร์ควบคู่กัน การจัดการศึกษาก็เช่นเดียวกั
เห็นด้วยกับข้อความข้างต้นอย่างยิ่งครับ...