วิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" สร้างความวุ่นวายไปทั้งโลก

วิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" สร้างความวุ่นวายไปทั้งโลก บ้านเมืองของเราก็หนีไม่พ้นที่จะถูกกระทบ การเตรียมตัว กระตุ้นเศรษฐกิจคานอำนาจซื้อของคนต่างประเทศที่หายไป จนซื้อสินค้าส่งอออกของเราน้อยลงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตหลายประการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเหล่านี้

รัฐบาลมีแผนการใช้เงินอีก 100,000 ล้านบาท เพิ่มเติมงบประมาณปี 2552 ซึ่งมียอด 1.835 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านการจ้างงานและเสริมรายได้คนในชนบทคล้ายรูปแบบ "เงินผัน" สมัยก่อน เช่น สร้างถนน สะพาน ขุดคูคลอง แจกเบี้ยยังชีพคนชรา ฯลฯ พร้อมกับเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งได้แก่สร้างรถไฟฟ้า
ในกรุงเทพฯ รวมเป็นเงิน
1.8 ล้านล้านบาท ใน 3 ปีข้างหน้า และเน้นว่าถ้าหากกู้เงิน 100,000 ล้านบาท นี้ไม่ทันก็จะใช้เงินคงคลังไปก่อน 50,000 ล้านบาท

นักเศรษฐศาสตร์ไม่ว่าสำนักไหนที่มีใจเป็นธรรมและมีใจเป็นไทยเพราะรักบ้านเมืองเมื่อได้ยินแล้วคงรู้สึกสยอง ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

(1)   ถึงแม้การเพิ่มเงินงบประมาณอีก 100,000 ล้านบาท เป็นสิ่งจำเป็นในสายตารัฐบาลเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่ก็ถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องปกติที่เคยทำกันมา และวงเงินนั้นสูงอย่างยิ่ง (การกู้ยืมมาจะทำให้เงินที่จ่ายออกไปทั้งหมดสูงกว่า 100,000 ล้านล้านบาท แน่นอนเพราะมีดอกเบี้ยต้องจ่ายอีกมหาศาล ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะทั้งหมดอยู่แล้ว 2.82 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 30 กว่า ๆ ของ GDP)

       การกู้ยืม 100,000 ล้านบาท นี้จะทำให้การขาดดุลงบประมาณของปี 2552 เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 2.5 ของ GDP (ขาดดุลอยู่ประมาณ 250,000 ล้านบาท) เพิ่มเป็นร้อยละ 3.5 ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมาก แต่สิ่งสำคัญก็คือทำให้เกิดการขาดวินัยการคลังอันเป็นหัวใจของการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องการจัดการเงินทองของประเทศที่จู่ ๆ ก็มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากโดยไม่คาดฝันมาก่อน

       เงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท นี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสมัยปัจจุบันที่จะปิดในวันที่ 28 พฤศจิกายน ไม่ทันแน่นอน และสภาสมัยหน้าจะเปิดต้นกุมภาพันธ์ 2552 หากเข้าสภาก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการพิจารณาซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 11 เดือน ดังนั้น เร็วที่สุดที่จะใช้เงินบาทแรกได้จริง ๆ ก็ไม่หนีต้นพฤษภาคมซึ่งทำให้
เหลือเวลาใช้จ่ายในงบประมาณปีนี้เพียง
5 เดือนเท่านั้น  ยิ่งบอกว่าหากไม่ทันก็จะใช้เงินคงคลังไปก่อน 50,000 ล้านบาท ยิ่งฟังแล้วตกใจเพราะเงินคงคลังนั้นคือเงินสดของรัฐบาลที่เก็บสะสมมาจากการใช้ไม่หมดในปีก่อน ๆ และที่กองทุนและหน่วยงานต่าง ๆ ฝากไว้ เป็นเงินที่ต้องเบิกจ่ายออกไปโดยกองทุนนอกงบประมาณและตามกฎหมายในลักษณะอื่น ๆ

       เงินคงคลังถือว่าเป็นเงินสดสำรองที่สำคัญอย่างยิ่ง ในกรณีที่เก็บภาษีไม่เข้าเป้าทันตามเวลาก็จะได้ใช้เงินนี้จ่ายออกไป เช่น จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการ จ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตร ฯลฯ ซึ่งมีภาระผูกพันสำคัญ (ณ 30 กันยายน 2551 มีเงินคงคลังอยู่ประมาณ 142,000 ล้านบาท) การแค่คิดว่าจะใช้เงินคงคลังสำรองไปก่อนก็ทำลายความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินทองของประเทศได้มากพอแล้วโดยยังไม่ต้องถึงกับนำออกมาใช้จริง ในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนเช่นนี้การนำเงินคงคลังหรือเงินสำรองของรัฐบาลก้อนโตออกมาใช้จ่ายไปก่อนคือความประมาทโดยแท้

(2)การเร่งรัดใช้เงินโครงการเมกะโปรเจ็คต์โดยเฉพาะเร่งประมูลและลงนามรถไฟฟ้า 3 สายมูลค่า 177,287 ล้านล้านบาท ให้ทันเดือนธันวาคมปีนี้นั้น มีผลช่วยเศรษฐกิจในด้านเพิ่มการจ้างงานน้อยมาก เงินที่จ่ายส่วนใหญ่คือซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ การก่อสร้างก็ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ การจ้างงานคนไทยมีจำนวนไม่เกินเรือนหมื่นและกว่าจะเริ่มก่อสร้างได้จริงก็ไม่มีทางทำได้ในเวลา 6-8 เดือนแน่นอน ดังนั้น เงิน 177,287 ล้านบาท นี้ไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าในผลอันใกล้ได้

       ประเด็นน่าพิจารณาคือ เหตุใดจึงใช้ภาษีของคนทั้งประเทศจำนวนเป็นล้านล้านบาทสร้างความสะดวกให้แก่คนกรุงเทพฯ เท่านั้นด้วยรถไฟฟ้า 5 สาย มันเป็นธรรมหรือไม่ต่อคนต่างจังหวัดกว่า 50 ล้านคน และเป็นหนทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์หรือไม่

       มาตรการแก้ไขเศรษฐกิจที่เหมาะสมก็คือสร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และเหนืออื่นใดเพิ่มผลิตภาพ (productivity) หรือเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของคนในชาติ

       โครงการที่น่าพิจารณาก็คือการระดมสร้างทางรถไฟคู่ขนานจากเหนือจดใต้ และจดอีสาน ด้วยเงินไม่กี่หมื่นล้านบาททันทีโดยแบ่งเป็นช่วง ๆ และก่อสร้างพร้อมกัน (ดังเช่นสร้างมอเตอร์เวย์ตะวันออกสมัยที่พันเอกวินัย สมพงษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) ปัญหาโลจิสติคส์ในด้านการขนส่งของบ้านเราจะลดลงไปมาก เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ไปยาวนาน (เหมือนทางรถไฟปัจจุบันที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตของชาติ และให้คนต่างจังหวัดที่จ่ายภาษีได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ได้แต่นั่งดู
คนเมืองฟ้าอมรขึ้นรถไฟฟ้า
5
สายกันสนุกสนาน ประการสำคัญก็คือคนนั่งดูที่ร่วมจ่ายภาษีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น
คนยากจนของประเทศที่อยากได้บริการขนส่งที่ดี ๆ จากรัฐเช่นกัน

       คุณทักษิณ ชินวัตร อ้างว่าตนเองสร้างประโยชน์ให้แก่คนยากจน ทำให้คนรวยไม่ชอบใจจนถูกทำลาย เหตุใดเหล่านอมินีทั้งหลายจึงไม่ทำตามนโยบายของลูกพี่ด้วยการสร้างรถไฟฟ้าเมืองกรุงน้อยสายลง และตัดเงินบางส่วนไปสร้างรถไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ หรือว่ารถไฟฟ้าหลายสายเหล่านี้มันหอมหวานกว่ารถไฟฟ้ารางคู่ที่ใช้เงินน้อยกว่ามาก

(3)   ปัญหาเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยมาตรการเศรษฐกิจเสมอไป เมื่อรู้ว่าบางภาคการผลิต เช่น จิวเวลรี่ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ จะมีปัญหาในเรื่องการจ้างงาน การมีแผนแก้ไขการว่างงานในภาคเหล่านี้
ด้วยการให้ข้อมูลการจ้างงานในภาคอื่น การขอรับเงินประกันสังคม การฝึกฝนทักษะเพื่อทำงานในภาคการผลิตอื่น การโยกย้ายแรงงานด้วยการช่วยเหลือของภาครัฐ ฯลฯ เป็นมาตรการที่สำคัญแต่ยังไม่ค่อยได้ยินกันนัก เราได้ยินแต่การใช้จ่าย ๆ โครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน หลายคนหวาดเสียวแทนคนไทยที่อาจสูญเงินภาษีอากรแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
(ครกใหญ่และน้ำพริกข้นเสียด้วย) และหวาดเสียวแทนนักการเมืองและข้าราชการที่จะติดคุกเพราะตั้งใจทุจริต และข้าราชการบางส่วนที่จะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย

            มาตรการการช่วยเหลือที่จะได้ผลมากที่สุดในด้านการผลิตและจ้างงานก็คือการอุ้ม SME"s ทั้งหลายที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย การช่วยปล่อยสินเชื่อ การผ่อนคลายต้นทุน การหาตลาด การช่วยเหลือด้านภาษีอากร

ตลอดจนการให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ จะช่วยพยุงการจ้างงานได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าโครงการประชานิยมในชนบท และโครงการเมกะโปรเจ็คต์ที่บริษัทก่อสร้างต่างประเทศจะได้ผลประโยชน์

       รายจ่ายเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นอย่างแท้จริง และเบิกจ่าย
ไปอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มเติมขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการศึกษาของชาติ และตั้งใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริงโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น

   6  พฤศจิกายน  2551  มตชน