จากการไปเข้าฟังการเสวนา “การสร้างเครือข่ายงานวิจัยแบบมุ่งเป้า ด้าน การพัฒนาเกษตรยั่งยืน” ในการประชุม “นักวิจัยใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ครั้งที่ ๘” เมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค. ๕๑ ผมจึงชัดขึ้นมากกว่า เราพัฒนามาถึงจุด โบกมือลายุคเกษตรปฏิวัติเขียว สู่ยุคเกษตรปฏิวัติอินทรีย์
สิ่งที่ท้าทายนักวิจัย/วิชาการ ด้านเกษตรไทย ก็คือท่านเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในยุคปฏิวัติเขียว เรียน และสร้างตัวเป็นนักวิจัย นักวิชาการเกษตร ภายใต้ mental model หรือ paradigm ของเกษตรกรรมแบบปฏิวัติเขียว หรือ intensive agriculture คืออัดปุ๋ย อัดยาฆ่าแมลง อัดฮอร์โมน อัดสารเคมี นักวิชาการเกษตรของเราอยู่ในกระบวนทัศน์นี้มา ๕๐ ปี หรือ ๒ ชั่วคน จนไม่รู้ตัวว่าถูกครอบงำโดยวิธีคิดแบบปฏิวัติเขียว หรือเกษตรกรรมเคมี
ผมเริ่มเข้าใจการครอบงำนี้เมื่อไปร่วมกิจกรรม KM โรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี ที่เป็น KM เพื่อการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี และได้ผลดีกว่าการนำนาแบบใช้สารเคมี (หรือแบบปฏิวัติเขียว) อย่างชัดเจน คือผลผลิตสูงเท่าหรือสูงกว่า แต่ต้นทุนต่ำ กว่ามาก และแรงงานที่ใช้ก็ลดลง ทำให้ชาวนามีเวลาว่างมากขึ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บก็ลดลง ๑๐ เท่า คือจากเจ็บป่วย ๑๐ ครั้งต่อปี เหลือครั้งเดียว
ผมฝันเห็นการเปลี่ยนยุค จากเกษตรสารเคมีเข้มข้น สู่เกษตรความรู้เข้มข้น และเป็นความรู้ที่ ๙๐% สร้างโดยเกษตรกรเอง และนักวิชาการเข้าไปร่วมเรียนรู้กับเกษตรกร และต่อยอดความรู้ปฏบัติของเกษตรกร ส่วนหนึ่งโดยการเข้าไปตีความ ทำความเข้าใจเชิงทฤษฎี โดยใช้ความรู้ที่นักวิจัยมี ว่าผลดีที่เกษตรกรได้รับนั้น เกิดจากเหตุผลอะไร คือเข้าไปอธิบายตอบคำถาม why ส่วนไหนที่อธิบายไม่ได้ นั่นคือโจทย์วิจัย
วันที่ ๑๗ ต.ค. ๕๑ ในห้องประชุมดังกล่าว ผมฟัง รศ. อุทัย คันโธ เล่าข้อค้นพบ “การใช้มูลสัตว์เป็นแหล่งธาตุอาหาร ในการเพิ่มผลผลิตพืช และการผลิตพืชอินทรีย์” ด้วยความพิศวง เพราะข้อค้นพบว่าการเอาน้ำหมักมูลสุกรฉีดเป็นฝอยโดนใบ ทำให้ต้นไม้งามอย่างน่าพิศวง มันท้าทายความรู้พื้นฐานว่าต้นไม้กินอาหารทางราก ฟัง ดร. อุทัย แล้ว คนความรู้น้อยอย่างผล เห็นโจทย์วิจัยเป็นร้อย ที่จะตอบโจทย์ สร้างความรู้ไปสู่การเปลี่ยนยุคการเกษตร จากเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์
ผมมองเห็นว่าการเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่จะเปลี่ยนจากการอัดสารเคมีเข้มข้น สู่การใช้กลไกทางอินทรีย์ เท่านั้น ยังน่าจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ไปสู่วิธีคิดแบบใหม่ได้ด้วย ไปสู่ยุคปฏิวัติใหม่ของมนุษย์ ไปสู่ชีวิตที่เน้นสร้างสมดุลแก่โลก ไม่ใช่ชีวิตที่ทำลายสมดุลอย่างในปัจจุบัน
ผมจึงขออาสา ศ. ดร. วิชัย บุญแสง และ ศ. ดร. พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ว่าหากจะมีการประชุมตั้งโจทย์วิจัยเกษตรปฏิวัติอินทรีย์ ผมยินดีเข้าร่วมตั้งโจทย์ด้วย โดยต้องเริ่มตั้งแต่การหารือกันว่าจะจัดการประชุมอย่างไร เชิญคนแบบไหนบ้างมาร่วมประชุมหารือ ผมมองว่าการวิจัยมุ่งเป้าเกษตรอินทรีย์หัวใจอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีตั้งโจทย์ ซึ่งจะต้องจัดกระบวนการจนมันเข้าไปสร้างวัฒนธรรมใหม่ของวงการวิชาการเกษตร และดึงเอาคนในสานาอื่นๆ เข้าไป “ผสมพันธุ์” ด้วย
ผมฝันเห็นการเปลี่ยนแปลงวิชาการยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนกัปป์เปลี่ยนกัลป์ ของวิชาการเกษตรทีเดียว
วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ย. ๕๑
บนการบินไทยกลับจากมิลาน
สวัสดีครับอาจารย์ ที่บ้านผมทำนาลักษณะนี้มา 5 ปีแล้วครับ
ปรากฏว่าดีมากมากครับ ลดต้นทุนการผลิต ได้ข้าวปลอดสารพิษอีก
ผมว่าเราจะมีการส่งเสริมมากๆๆครับเรื่องนี้ ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลย
และผมว่า การขายข้าวน่าจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
ข้าวไม้ใช้สารเคมี ราคาหนึ่ง
ข้าวใช้สารเคมีราคาหนึ่ง
เหมือนพืชผักทั่วไปครับ