โดยปกติวิสัยของมนุษย์แล้วทุกคนต่างรักความสะอาดและชื่นชอบความดีงาม แต่เมื่อใดที่มนุษย์ตกหลุมพรางของอบายมุขแล้วเป็นเรื่องยากที่จะเอาตัวรอด มีความหมายจากหะดิษของท่านเราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว)ว่า “เมื่อใดที่มนุษย์คนหนึ่งกระทำบาปหนึ่งอย่าง หัวใจของเขาก็จะสกปรกและเป็นสีดำ และหากเขายังคงกระทำบาปต่อไป หัวใจของเขาก็จะเป็นสีดำสนิด และเมื่อนั้นหัวใจก็จะไม่ยอมรับสัจธรรมจากอัลลอฮฺ” อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ตรัสไว้ความว่า “และผู้ใดที่กระทำบาป แท้จริงแล้วเขาได้กระทำความเสียหายให้แก่ตัวเขาเอง” (อันนิซาอฺ/111)

ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าความสงบสุขและความเจริญในชีวิต คือความปรารถนาสูงสุดที่มนุษย์ต่างดิ้นรนขวนไขว่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ซึ่งบางครั้งเราพบว่ามนุษย์แสวงหาความสุขด้วยการสร้างฐานะและความร่ำรวย สะสมทรัพย์สินเงินทอง ในขณะที่มนุษย์อีกส่วนหนึ่งเพียรพยายามสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง หรือบางคนมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ในระดับสูงๆ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ต่างคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะบันดาลความสุขให้แก่ชีวิตของเขาได้ แต่มีคำถามว่า สิ่งเหล่านั้นสามารถบันดาลความสุขและความเจริญในชีวิตของมนุษย์ได้จริงหรือไม่? เพราะความจริงที่เราพบเห็นอยู่ในปัจจุบันมีมหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยที่จบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายเนื่องจากเกิดความความเครียดจากการทำงานหรือปัญหาครอบครัว ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมแต่ชีวิตเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัวแม้แต่จะออกจากบ้านตัวเองบางคนต้องจากบ้านจากเมือง หรือบางคนเรียนจบในระดับสูงๆมีความรู้มากมายแต่ได้งานที่ไม่เหมาะสมกับความรู้ และที่ย่ำแย่กว่านั้นเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์คิดว่ามันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญให้แก่ชีวิตนั้นไม่เป็นจริงเสมอไป แล้วอะไรคือสาเหตุ ?

การจะได้มาซึ่งความสุขความเจริญในชีวิตที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันจะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบ และที่สำคัญจะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวขัดขวางและบันทอนความสุขและความเจริญในชีวิต ซึ่งพอที่จะสรุปได้ดังนี้ คือ

 

 มั๊วะศียาต(อบายมุข)และบาป

            อบายมุขหรือมั๊วะศียาตและบาปเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่มีอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งโดยปกติวิสัยของมนุษย์แล้วทุกคนต่างรักความสะอาดและชื่นชอบความดีงาม แต่เมื่อใดที่มนุษย์ตกหลุมพรางของอบายมุขแล้วเป็นเรื่องยากที่จะเอาตัวรอด มีความหมายจากหะดิษของท่านเราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว)ว่า เมื่อใดที่มนุษย์คนหนึ่งกระทำบาปหนึ่งอย่าง หัวใจของเขาก็จะสกปรกและเป็นสีดำ และหากเขายังคงกระทำบาปต่อไป หัวใจของเขาก็จะเป็นสีดำสนิด และเมื่อนั้นหัวใจก็จะไม่ยอมรับสัจธรรมจากอัลลอฮฺ  อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ตรัสไว้ความว่า และผู้ใดที่กระทำบาป แท้จริงแล้วเขาได้กระทำความเสียหายให้แก่ตัวเขาเอง (อันนิซาอฺ/111)

 

 ความอิจฉาริษยา

            ความอิจฉาริษยาคือผู้ที่ไม่พอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานให้แก่ผู้อื่นจากความกรุณาของพระองค์ ความอิจฉาริษยาเป็นโรคที่อันตรายอีกชนิดหนึ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงกำชับให้บ่าวของพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้ปลอดจากโรคนี้ ดังที่พระองค์ตรัสความว่า และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาริษยาเมื่อเขาอิจฉา(อัลฟะลัก/5) และพระองค์ยังตรัสไว้ความว่า หรือว่าพวกเขาอิจฉาคนอื่นในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แกพวกเขาจากความกรุณาของพระองค์(อัน-นิซาอฺ/54) ซึ่งท่านเราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว)ได้กล่าวว่าสั่งสอนพวกว่าว่า อย่าอิจฉากันและกัน อย่าตัดสายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้อง อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าหันหลังให้กัน และพวกเจ้าจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่ยึดมั่นในสายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องกัน

 

 ความเคียดแค้น

            อัลลอฮฺตรัสความว่า และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา (อัลฮัชรฺ/10) จากโองการอัลกุรอานดังกล่าวให้ความหมายได้ว่าผู้ศรัทธา(ที่แท้จริง)นั้นคือผู้ที่มีหัวใจที่บริสุทธิ์และปลอดจากคุณลักษณะของความเคียดแค้น ซึ่งความเคียดแค้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ขวางกันความสุขความเจริญในชีวิตของมนุษย์

 

 ความโกรธหรือโมโหโทสะ

            มีคำพังเพยของชาวอาหรับเกี่ยวกับคนที่ไม่รู้จักยับยั้งความโกรธว่า เริ่มแรกเป็นอาการของคนบ้า หลังจากนั้นจะเกิดความเสียใจ ซึ่งให้ความหมายว่า ผู้ที่ด่วนโกรธหรือมีนิสัยขี้โมโหและหุ่นหันพันแล่นโกรธง่ายโดยไม่ถามสาเหตุและขาดเหตุผลสุดท้ายเขาจะต้องเสียใจกับการพฤติกรรมและการกระทำของตัวเขาเอง ความโกรธเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตัวบรรดาผู้ศรัทธาเพราะอัลลอฮฺ(ซบ.)นั้นทรงยกย่องผู้ศรัทธาทั้งหลายว่า เมื่อใดที่พวกเขารู้สึกโกรธพวกเขาจะให้อภัย (อัชชูรอ/37) และมีหะดิษของท่านเราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว)กล่าวว่า ไม่ใช้ว่าผู้ที่มีอำนาจหมายถึงผู้ที่สามารถเอาชนะคนอื่นได้ แต่ผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาได้เมื่อเกิดความโกรธ

 

 ความอธรรม

            อันตรายของความอธรรมนั้นมากมายและมหาศาล ซึ่งบางครั้งอันตรายของมันได้ย้อนกลับสู่ผู้ที่อธรรมโดยไม่รู้ตัว เพราะการอธรรมนั้นคือการชีริก(ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซบ.)นั้นเอง ซึ่งผู้ที่ชีริกต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)นั้นจะเกิดความสับสนในการดุอาอฺ(ขอพร) ซึ่งเขาจะขอจากทุกสิ่งที่เขาเห็นและเข้าใจว่าสิ่งนั้นจะให้แก่เขาได้ และทุกสิ่งที่เขาขอนั้นตัวเขาเองก็มิได้มีความศรัทธามันเลยแม้แต่น้อย อัลลอฮฺตรัสความว่า แท้จริงการอธรรมนั้นคือชีริก(การตั้งภาคี)ใหญ่ (ลุกมาน/13) และหากความอธรรมของเขาเป็นการเอารัดเอาเปรียบหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเสียแล้วมันยิ่งทำให้ชีวิตของเขาเกิดความสับสนและหม่นหมอง ชีวิตเขาจะตกอยู่ในความหวาดกลัวและหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเหยื่อที่ตนกระทำนั้นจะกลับมาล้างแค้นและเอาคืน

 

 เกรงกลัวสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ

            การที่มุสลิมคนหนึ่งกลัวสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺจะนำความตกต่ำสู่ชีวิต ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า และเขาเหล่านั้น(ผู้ที่เกรงกลัวสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ)จะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และในปรโลกนั้นพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันใหญ่หลวง (อัล-บะเกาะเราะฮฺ/114)

 

การสงสัยนึกร้ายต่อผู้อื่น

            เราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว) ไม่ชมชอบผู้ที่มองคนอื่นในแง่ร้าย เพราะมันไม่ใช่คุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่ได้รับความโปรดปราณจากอัลลอฮฺ ซึงอัลลอฮฺทรงห้ามปรามชัดเจนเกี่ยวกับการส่งสัยในแง่ร้ายต่อผู้อื่นดังที่พระงองค์ตรัสว่า โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการส่งสัย แท้จริงการส่งสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป (อัลหุญุร๊อต/12) ท่านเราะซูลกว่าว่า จ้าจงห่างไกลจากการส่งสัยนึกร้าย(ต่อผู้อื่น) แท้จริงแล้ว(การนึกร้ายต่อผู้อื่นนั้น)คือการพูดเท็จ

 

ความหยิ่งยโส

            คือผู้ที่โอ้อวดตน ไม่ยอมรับความจริงและดูถูกคนอื่น ซึ่งที่จริงแล้วผู้ที่หยิ่งยโสชีวิตจะมีแต่ความมนหมองและทุกข์ใจอยู่ตลอดเวลา ชีวิตของเขาเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำตัวให้เด่นกว่าคนอื่น ซึงเป็นคุณลักษณะที่ตรงข้ามกับผู้ศรัทธาที่มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน สมถะ ให้เกียรติและเคารพกันและกัน ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดามุอฺมิน(อัล-มาอิดะฮฺ/54) ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนจะต้องสลัดให้หลุดพ้นจากคุณลักษณะความหยิ่งยโสนี้ ท่านเราะซูล(ขอความสันติสุขแด่ท่านและครอบครัว)กว่าว่า จะไม่มีวันได้เข้าสวรรค์ สำหรับผู้ที่มีความหยิ่งยโสอยู่ในหัวใจของเขาแม้แต่แค่เศษผงธุลี

 

สิ่งเสพติด

            สิ่งเสพติดเป็นอีกเชื่อไวรัสหนึ่งที่ทำลายตัวบุคคล ทำลายครอบครัว ทำลายสังคม และทำลายประเทศชาติ แท้จริงแล้วศาสนาอิสลามส่งเสริมและสอนให้ประชาชาติบริโภคแต่สิ่งที่หะลาล(ที่ศาสนาอนุมัติ)เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน หรือเสื้อผ้าและอื่นๆ เพราะสิงหะลาลทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น และสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความจำเริญให้แก่ชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งก็หมายความว่าสิ่งที่หะรอม(ไม่อนุมัติ)ทั้งหลายคือสิ่งที่นำมาซึ่งความหายนะสู่ร่างกายสติปัญญา และรวมถึงทรัพย์สินดังที่เราได้พบเห็นเป็นตัวอย่างในสังคมปัจจุบัน

            ดังนั้นเพียงพอแล้วกับสิ่งที่เราพลาดพลั้งทั้งหลาย และจงกลับไปหาอัลลอฮฺ(ซบ.) จงรีบแร่งขออภัยโทษต่อพระองค์ก่อนที่ลมหายใจจะถูกถอดกลับไปยังพรองค์ เจ้าจงอย่าได้ตายจนกว่าเจ้าจะเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์

            ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ขัดขวางความสุขและความเจริญในชีวิต ที่เราทั้งหลายจะต้องตระหนัก และพยามปลีกตัวให้ห่างไกลจากมันเพื่อชีวิตที่เปี่ยมสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อใดที่ปลอดจากคุณลักษณะทั้ง 9 ประการข้างต้น เศรษฐีก็จะสามารถเสพสุขในนิอฺมัติ(ความโปรดปราณ)ที่เขาได้รับจากอัลลอฮ(ซบ.) ผู้ที่มีชื่อเสียงก็ไม่มีความหวาดระแวงในชีวิต ผู้ที่เรียนจบสูงๆก็จะได้เสพสุขกับวิชาความรู้ของตน

            ขอให้เราทั้งหลายพัฒนาตัวเองให้เป็นมุสลิมผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ สู่การสร้างครอบครัวอิสลามที่ภักดีต่อพระองค์ สู่สังคมอิสลามที่เป็นว่าที่สังคมสวรรค์ในอาคิเราะฮฺ อินชาอัลลอฮฺ และขออัลลอฮฺทรงให้ชีวิตเราเป็นชีวิตที่มีเกียรติ การตายของเราเป็นการตายที่มีศักดิ์ศรี และชีวิตใหม่ของเรา(ในโลกหน้า)เป็นชีวิตที่เปี่ยมสุข นั้นคือการได้รับสวนสวรรค์ของพระองค์ อามีน