
ดิฉันมีโอกาสได้รับทุนจากรัฐบาลอินเดียและรัฐบาลไทยไปทำวิจัยในระยะสั้น 15 วัน ในกลุ่มผู้พูด
ภาษาตระกูลไท ที่รัฐอัสสัม ดิฉันบินจากเดลลีไปเมืองกุวาฮาตี รัฐอัสสัมที่จริงมีเครื่องบินๆ ตรง
จากกรุงเทพฯ-กุวาฮาตีแต่ไม่ได้บินทุกวัน ดิฉันไม่ได้ใช้เส้นทางบินตรง เพราะต้องไปติดต่อเจ้าของทุนที่
กรุงเดลลีก่อน ฝ่ายวิจัยของรัฐบาลอินเดียให้ความร่วมมือช่วยเหลือ เตรียมการต่างๆ เป็นอย่างดี ก่อนหน้า
นี้ ที่จริงดิฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ไปทำวิจัยที่นี่เพราะเขาเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งเขาไม่มีเครือข่ายที่จะ
ติดต่อให้ดิฉันด้วย แต่เนื่องจากการติดต่อระหว่างสองหน่วยงาน (ไทย-อินเดีย) ใช้เวลานานมาก และเมื่อ
บอกมาว่าไม่อนุญาตให้ไป ดิฉันขอเปลี่ยนหัวข้อก็ไม่ให้เปลี่ยนเพราะทำอะไรไม่ทันแล้ว ดิฉันจึงยืนยันว่าจะ
คงต้องขอเดินหน้าต่อไป
หากท่านติดตามอ่านบล็อกที่ผ่านๆ มาของดิฉัน ท่านจะเห็นว่าดิฉันกล่าวถึงความมีน้ำใจไมตรีของชาว
อินเดียเสมอ ที่กรุงเดลลีก็เช่นกัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปรับ ส่ง ดูแลที่สนามบิน เข้าที่พัก ติดต่อ ประสาน
งาน อำนวยความสะดวก และส่งขึ้นเครื่องเพื่อให้ไปถึงปลายทางอย่างอบอุ่นราวกับผู้ปกครองก็ว่าได้
ปลายทางก็มีเจ้าหน้าที่ที่ทางเดลลีประสานงานไว้แล้วให้ช่วยมารับที่สนามบินที่กุวาฮาตี ดิฉันบินด้วย
สายการบิน Jet ซึ่งบริการดีมาก เคริ่องบินใหม่ และผู้โดยสารเต็มลำ การจราจรในสนามบินอินทิราที่กรุง
เดลลีแน่นมาก ต้องทยอยกันขึ้นเครื่อง เครื่องต้องทยอยกันบินขึ้น ทำให้เครื่องบินออกช้าไปถึง 45 นาที
การเดินทางใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเศษ เรื่องการเดินทางล่าช้าที่อินเดียเป็นเริ่องปกติมาก ดิฉันเจอมาหลาย
ครั้ง ต้องทำใจ เกรงใจแต่คนที่มารอรับเท่านั้น
เครื่องบินส่งผู้โดยสารบางส่วนลงที่กุวาฮาตี ที่เหลือไปต่อทีอำเภอ Dibrugarh ดิฉันไม่รู้จัก ไม่คุ้นชื่อเมือง
นี้เลยตอนที่ถามๆ ผู้โดยสารตอนขาขึ้น เพราะเขาประกาศชื่อเมืองที่เครื่องบินนี้จะไป ดิฉันเกรงว่าตัวเองจะ
นั่งเลยไปลงที่ไหนไม่ทราบ แต่สุดท้ายก็ได้ลงเป็นชุดแรก สนามบินกุวาฮาตีไม่ใหญ่มาก แต่อาคารดูใหม่ มี
เครื่องบินสายการบินต้นทุนต่ำจอดอยู่หลายลำ รวมทั้งอินเดียน แอร์ไลนส์ ดิฉันผ่านด่านศุลกากร ตรวจ
เอกสารแล้ว ไปรอรับกระเป๋าที่สายพานเดียว แต่ทุกสายการบินที่ลงก่อนก็ไปรอพร้อมกัน วุ่นวายพอสมควร
ได้กระเป๋าเดินทางออกมา มีเจ้าหน้าที่มายืนรอรับ เขาทักดิฉันทันทีเพราะ การแต่งกาย และคงเป็นด้วย
หน้าตาที่แตกต่าง ดิฉันต้องขอโทษเขาที่เขาต้องมารอนาน เขามีคนขับรถของหน่วยงานขับรถให้ ดิฉันก็
นั่งชมวิวไป คุยไป ก่อนหน้าที่ดิฉันจะมาถึง เมืองนี้เจอทั้งพายุ ทั้งฝน เห็นต้นไม้ใหญ่ล้มระเนระนาด เช่น ที่
มหาวิทยาลัยกุวาฮาตี ซึ่งเป็นทางผ่าน มีอาคารเก่าๆ หลายหลัง พอเจอต้นไม้ล้มระเรระนาดดูแล้วไม่น่า
เรียนเลย (แวบแรกที่เห็นคิดอย่างนั้น) นั่งรถไปสักพักเจอคนกลุ่มหนึ่งเดินประท้วงอยู่บนถนนคือการ bandh
ที่ดิฉันเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งในบล็อก (ท่านสามารถย้อนไปอ่านได้ค่ะ) มีตำรวจจราจรใส่เครื่องแบบสีขาวมา
ช่วยให้รถสามารถแล่นไปบนถนนให้สะดวกขึ้น วันนั้นตอนบ่ายๆ แดดร้อน
ใช้เวลาราว 45 นาทีกว่าจะเริ่มเห็นตัวเมือง บ้านเมืองที่ผ่านมามีสภาพเก่าๆ ถนนขรุขระ รถพาโขยกเขยก
ไปบนถนนที่มีน้ขังเป็นแห่งๆ สิ่งนี้ต้องทำใจเลยว่าเมืองที่อินเดียจะมีสภาพอย่างนี้ ในตัวเมืองจริงๆจะมี
สภาพดีหน่อย แต่ชานๆ เมืองบางที่ก็จะดูทรุดโทรมบ้าง สกปรกบ้างเป็นเรื่องปกติ อย่าไปคาดหวังมาก รถ
พาไปที่สถาบันวิจัยสังคมของเจ้าหน้าที่ท่านนี้เพื่อไปพบผู้อำนวยการสตรี สถาบันนี้ตั้งอยู่นอกเมือง ตั้งอยู่
หลังเดียวโดดเดี่ยว และเพิ่งย้ายกันมาที่นี่ ผู้อำนวยการก็ซักถามว่าดิฉันจะมาทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เสร็จ
แล้วท่านก็ช่วยโทร. ติดต่อประสานงานกับคนที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รับดิฉันมาคงแวบไปทานข้าวเที่ยงตอน
บ่ายสองโมงกว่า ดิฉันไม่ได้ทานเพราะทานมาจากบนเครื่อง ผู้อำนวยการช่วยเหลือมาก จนได้ชื่อคนที่
ดิฉันจะเดินทางไปหาซึ่งเป็นไทอาหม แต่ดิฉันต้องนั่งรถทัวร์ไปเอง ผู้อำนวยการย้ำว่าต้องเดินทางกลางวัน
เท่านั้น ดิฉันได้ยินก็หวั่นๆ ใจเพราะเคยทราบเรื่องราวของพวกหัวรุนแรง แบ่งแยกดินแดนมาบ้างจากข่าว
คราวต่างๆ ก็ให้หวั่นระทึกอยู่ในใจ อย่างไรก็ตาม วันมะรืนจึงจะเดินทาง
เจ้าหน้าที่ที่ไปรับดิฉันก็เป็นไทอาหม หน้าตาไม่เป็นอินเดียและไม่เป็นไท ผสมๆ หน้าคมดี เขาจะพาดิฉัน
ไปพบกับผู้มีชื่อเสียงที่เป็นไทอาหมที่อยู่ในเมืองหลังจากนี้ แล้วจึงจะพาดิฉันไปส่งที่พัก ดิฉันมอบของที่
ระลึกให้ผู้อำนวยการเพื่อขอบคุณและขอลา เจ้าหน้าท่านนี้พาดิฉันเข้ามาในเมือง ดูเหมือนว่าจะเป็นหน่วย
สารสนเทศของรัฐอัสสัมไปพบกับหัวหน้าใหญ่ ทางเข้ามีรปภ. ตรวจตราเข้มงวด ปรากฎว่าไฟฟ้าดับทั้งวัน
เขาทำงานกันในห้องมืดๆ เราเข้าไปพบท่านที่ว่านี้ในห้องมืดๆ ท่านก็ซักถามดิฉันถึงวัตถุประสงค์ที่มา ดิฉัน
เล่าให้ท่านฟัง ท่านทำวิจัยเรื่องราวของกลุ่มไทอาหมที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เคยมาเมืองไทย ชาวไทอาหมจะ
ดีใจที่ได้รู้จักคนไทยที่มาจากเมืองไทย ท่านเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อของชาวไทอาหมให้ดิฉันฟังสัก
พัก ก่อนกลับท่านแนะนำหนังสือที่ดิฉันต้องอ่านซึ่งท่านบอกว่าที่บ้านท่านมี ขอให้เจ้าหน้าที่ที่พาดิฉันไปๆ
ยืมที่บ้านท่านเอาไปถ่ายเอกสารได้ ดิฉันมอบของที่ระลึก ขอบคุณและลาออกมา จะถ่ายรูปอนุสาวรีย์ท่าน
คานธี ในบริเวณนั้น ปรากฎเจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณนั้นวิ่งมาห้าม เรางงมาก ไม่ให้ถ่ายก็ไม่ถ่าย เรามาขึ้น
รถ ลัดเลาะเข้าทางลัดไปจนถึงโรงแรมที่พัก
ดิฉันเข้าพักในห้องที่เขาจองไว้ให้ โอ้โห! เหม็นสีที่พึ่งทาไว้ใหม่มาก (แต่สภาพห้องไม่ใหม่นะคะ) ดิฉัน
คงทนไม่ได้ทั้งคืนแน่ จึงลงไปขอเปลี่ยนห้อง ใช้เวลาสักพัก พนักงานมาขนของไปอีกห้องหนึ่ง ใหญ่กว่า
เดิม ไม่เหม็นสี เจ้าหน้าที่ท่านที่มาส่งลากลับไป เขานัดดิฉันว่ามารับพรุ่งนี้ตอน 9.30 เพื่อจะพาไปแลกเงิน
ดิฉันมอบของที่ระลึกให้เขา ดิฉันเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว ออกไปเดินดูนอกโรงแรมซึ่งเริ่มมืดแล้ว ช่วง
นั้นไฟดับด้วย ดิฉันรู้สึกเหงามาก ออกจะกลัวๆ เพราะมันมืดๆ รู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกหน้าจริงๆ ไม่รู้จักใคร
บ้านช่องก็ไม่คุ้นตาเท่าไรเพราะร้านค้าเป็นร้านเล็กๆ ที่มีฟุตบาทหน้าร้านสูงจากพื้นลดหลั่นไปมา (เดาว่า
คงหนีน้ำท่วมแน่) เดินไปก็มีคนมองๆ ดิฉันเห็นมีร้านอาหารก็เข้าไปสั่งอาหารใส่กล่องพร้อมซื้อน้ำขวดไป
ด้วย อาหารไม่แพงมาก สั่งข้าวผัดไข่ ราคาราว 40 รูปี ที่นั่นไม่ใช้กล่องโฟม แต่ใช้กล่องทำจากฟอยล์ดูดี
กว่าบ้านเรา พนักงานเป็นเด็กหนุ่มๆ ดูเป็นมิตรดี (ดิฉันเป็นขาประจำของร้านนี้ในวันต่อๆ มา) ดิฉันเห็นร้าน
internet ก็หมายๆ ตาไว้ก่อน เสร็จแล้วรีบเดินกลับโรงแรม
จากสภาพเมืองที่ไฟดับในเย็นวันแรกที่ไปถึงทำให้ดิฉันลังเลใจว่าจะไปที่เมือง Moran ซึ่งเป็นเมืองที่จะไป
ทำวิจัยหรือไม่ ดิฉันกลัวเรื่องความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ นึกในใจว่ามิน่าทางเดลลีไม่อยากให้ไป แต่
อีกใจก็คิดว่าถ้ากลัวแล้วจะได้อะไร จะมาทำไม ไหนๆ ก็มีคนรู้จักช่วยติดต่อให้แล้ว เพื่อนดิฉันที่เดลลีก็ช่วย
ประสานงานไปที่เมืองนี้ให้ดิฉันไว้ล่วงหน้าแล้ว สุดท้ายก็สรุปว่ายังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ ทานอาหารเสร็จ
อาบน้ำ ซักผ้า จดบันทึก แล้วขอราตรีสวัสดิ์ก่อนนะคะ
----------------------------------
ขอเชิญท่านที่สนใจจะศึกษาเรื่องราวของอินเดีย ขอเชิญสมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาโท สาขาวัฒนธรรมและการพัฒนา วิชาเอกอินเดียศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2551 กรุณาเข้าชมรายละเอียดที่ www.lc.mahidol.ac.th โทร. 02-800-2308-14 ต่อ 3101 หรือ 02-800-2323
เจริญพร คุณโยม ขอถามหน่อยว่่า ชาวไทอาหม เขาพูดภาษาไทยเหมือนกับเราหรือเปล่า หรือว่าพูดพอทีเราจะรู้ได้ว่าเขาพูดอะไร
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ตอนนี้ชาวไทอาหมกำลังรื้อฟื้นภาษาของตัวค่ะเพราะสูญหายไปนานแล้ว ยังมีคนจำนวนไม่มากในหมู่บ้านที่พอพูดกับเรารู้เรื่องบ้าง แต่เป็นคำๆ ค่ะ
สวัสดีครับ
ยังไม่มีโอกาสไปครับ แต่กำลังเล็งว่าจะไปเพราะความเชื่อมโยงทางเชื้อขาตินี่เอง
ถือเป็นโอกาสดีที่ได้อ่านจากเรื่องราวของอาจารย์ก่อน
ขอบคุณครับ
เรียน ท่านพลเดช
น่าไปค่ะ มีอะไรที่น่าสนใจเพราะความคล้ายคลึงกันในด้านเชื้อชาติ ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างในความคล้ายคลึงที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ