ภาวะเงินเฟ้อ
1. ความหมายของภาวะเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อ (Inflation) หมายถึง การที่ระดับราคาของสินค้าและบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหน่วยวัดในรูปของอัตราร้อยละ จากดัชนีราคา และส่งผลให้ค่าของเงินลดต่ำลง
เราสามารถดูเงินเฟ้อ ได้จากการเปลี่ยนแปลงของ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index : CPI) {CPI สามารถตรวจสอบดูได้จากเวบไซด์ของธนาคารแห่งประเทศไทย} ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงระดับราคาของปีใดปีหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับระดับราคาของฐานปีโดยให้ระดับราคาของปีฐานเทียบเท่ากับ 100 ซึ่งหากต้องการดูเป็นรายเดือนก็ให้ใช้ฐานเดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. เทียบเดือนปัจจุบันกับเดือนก่อนหน้า
2. เทียบเดือนเดียวกันแต่คนละปี
นอกจากนี้ ในบางครั้งอาจดูเป็นรายไตรมาสก็ได้ ซึ่งอัตราการเพิ่มของดัชนีราคาของผู้บริโภคที่คำนวณออกมาในรูปร้อยละ จะแสดงถึงอัตราเงินเฟ้อได้ดังนี้
อัตราเงินเฟ้อปีที่ n = (CPIn - CPI n-1) x 100
CPI n-1
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการหาอัตราเงินเฟ้อ ปี 2550
สมมุติ โดย CPI ปี 2550 = 106.5
CPI ปี 2549 = 104.5
ฉะนั้น เงินเฟ้อ ปี 2550 = (CPI 2550 – CPI 2549) x 100
CPI 2549
= 106.50 - 104.50 x 100
104.50
= 1.91 %
อัตราเงินเฟ้อที่ทำจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวนั้น ควรจะให้ของมีราคาแพงได้บ้าง เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการผลิต แต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเรียกว่าเงินเฟ้ออย่างอ่อน (Mind inflation) ซึ่งถ้ามากกว่านี้ก็จะเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศ ซิมบับเวย์ ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดติดอันดับ World record กล่าวคือ สูงถึง ร้อยละ 100,000 ซึ่งแสดงว่า ค่าของเงินในประเทศนั้น ไม่มีความหมาย ทำให้ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะต้องรีบแก้ไขทันที
ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อจึงเป็นตัวบ่งบอกถึงเงินที่แท้จริงที่เรามีอยู่ในกระเป๋า ว่าเงินที่เรามีอยู่สามารถนำไปซื้อสินค้าและบริการได้ในจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า ค่าของเงิน หรือ อำนาจซื้อของเงิน (Purchasing Power : PP)
โดยส่วนใหญ่แล้ว การพิจารณาว่า อำนาจซื้อของเงินเปลียนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง สามารถดูได้ โดยการเปรียบเทียบระหว่างอัตราเงินเฟ้อ กับอัตราดอกเบี้ย ของในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อ ของปี 2551 = 3.5 % ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของปี 2551 = 3.5 % เท่ากัน
เดิม สินค้าราคา 100 บาท เมื่อปี 2551 เราต้องจ่ายเงินจริงรวมกับอัตราเงินเฟ้อจะเท่ากับ 103.50 บาท
เดิม มีเงินฝาก 100 บาท เงินที่ได้รับเมื่อร่วมกับอัตราดอกเบี้ยจะเท่ากับ 103.50 บาท ซึ่งในลักษณะนี้ อำนาจซื้อของเงินยังคงเท่าเดิม เพราะระหว่างอัตราเงินเฟ้อ กับอัตราดอกเบี้ย หักล้างกันพอดี แต่หากเป็นในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แสดงว่า ถ้าผู้บริโภคนำเงินฝากไปฝากไว้ที่ธนาคารจะเกิดการขาดทุน เพราะอำนาจซื้อของเงินลดลง ตรงกันข้าม หากอัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แสดงว่า ถ้าผู้บริโภคนำเงินฝากไว้ที่ธนาคารจะได้กำไร เพราะอำนาจซื้อของเงินเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง
2. สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อ
ประการที่ 1 เงินเฟ้อเกิดจาก ต้นทุนสินค้า หรือ เงินเฟ้อด้านอุปทาน(Cost –
Push Inflation) เป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตจะต้องเสนอขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้น กรณีดังกล่าว ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
- ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น
- ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบต่าง ๆ สูงขึ้น
- การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรของผู้ผลิต ตัวนี้จะไม่ค่อยเห็นมากนัก แต่จะมีในบางธุรกิจ ที่เป็นธุรกิจผูกขาด ซึ่งมีการกำหนดไว้ว่าต้องได้ผลกำไรเท่าไหร่ต่อปี
การวิเคราะห์การเกิดเงินเฟ้อด้านอุปทาน
สามารถทำการวิเคราะห์ได้ ตามรายละเอียดกราฟที่ 1
ราคา (P) ปริมาณ (Q) 0 AD Q1 QE P1 PE QF E P2 AS AS ผลผลิตณระดับที่มี การจ้างงานเต็มที่ E2 E1 AS1 AS2 Q2
1. กราฟ แสดงการวิเคราะห์การเกิดเงินเฟ้อด้านอุปทาน
จากกราฟ จะเห็นว่า อุปสงค์ของประเทศ คือ เส้น AD ขณะที่อุปทานของประเทศ
คือเส้น AS โดยมีจุดดุลยภาพอยู่ที่ จุด E ณ ระดับราคา PEและปริมาณ QEเมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิต ทำการผลิตสินค้าได้น้อยลง จึงทำให้เส้น AS เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยการ Shift ขึ้นไปข้างบน กลายเป็นเส้น AS1เกิดจุดดุลภาพใหม่ ที่จุด E1ณ ระดับราคาที่สูงขึ้นเป็น P1 และปริมาณลงลงเป็น Q1ทั้งที่ความต้องการซื้อยังคงเป็นเส้นเดิม คือ AD
ถ้าต้นทุนการผลิตยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เส้น AS ก็จะยิ่ง Shift ขึ้นไปอีก กลายเป็นเส้น AS2โดยเกิดจุดดุลภาพใหม่ที่จุด E2 ณ ระดับราคาที่สูงขึ้นเป็น P2และปริมาณลดลงเป็น Q2 แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เส้น AS ที่มี Slope ก็จะต้องมาเจอกับเส้น AS ที่ตั้งฉาก เมื่อถึงขอบเขตของการผลิต ณ ระดับที่มีการจ้างงานเต็มที่ คือ จุด QFซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่า หากผลผลิตลดลง แล้วราคาสินค้าสูงขึ้น (ต้องพิจารณาควบคู่กันไป) แสดงว่า ณ ขณะนี้กำลังเกิดเงินเฟ้อด้านอุปทานขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิต (กระทบกับผู้ผลิตโดยตรง) ซึ่งตรงจุดนี้ จะแตกต่างกับจากการเกิดเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ที่ผลผลิตยังคงเท่าเดิม แต่ราคาสินค้าสูงขึ้น ฉะนั้น สิ่งที่เหมื่อนกันทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานคือ ราคาเพิ่มขึ้น
ประการที่ 2 เงินเฟ้อ ด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) เงินเฟ้อส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น จะเป็นเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์มากกว่า เงินเฟ้อด้านอุปสงค์ หมายถึง ความต้องการใช้จ่ายซึ่งเกิดจากอุปสงคืรวมเพิ่มขึ้น (AD) ในขณะที่อุปทานรวมของสินค้าและบริการไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ หรือก็คือ อุปสงค์ของประเทศมีความต้องการใช้จ่ายมากกว่าผลผลิตที่มีอยู่ (AD > DS) ซึ่งส่งผลทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น
อุปสงค์รวม (AD) จะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
1. ส่วนประกอบของ AD เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากทางภาคเศรษฐกิจ คือ C.I.G. และ (X-M) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ AS คงที่ ซึ่งจะทำให้ ราคาสูงขึ้น มากกว่า CPI จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เช่น หากรัฐบาลไม่ดูว่า เศรษฐกิจของประเทศ ณ ขณะนั้นเครื่องกำลังร้อน แล้วไปกระตุ้นการลงทุนเพิ่ม ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นได้
2. ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น(M : Money Supply) อันเป็นผลมาจากทางภาคการเงิน เนื่องจากการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แลสถาบันการเงิน เช่น การใช้บัตรเครดิต,Soft Loan,Car for Cash,Quick Cash เป็นต้น เมื่อมีการปล่อยเงินหรือสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ในขณะที่ AS คงที่ ซึ่งจะมีผลทำให้ ราคาสินค้าสูงขึ้น CPI สูงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มของปริมาณเงินที่มีมากเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการพิมพ์เงินเพิ่มแต่ละครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีทุนสำรองเงินตรา (Currency reserves) รองรับ ในอดีตหากจะพิมพ์เงินขึ้นมา 100 บาท ก็จะต้องมีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศที่เป็นสกุลหลักรองรับอยู่ที่ 100 บาท เท่ากัน แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 30 ซึ่งถ้าเราไม่มีทุนสำรองรองรับ เงินที่พิมพ์ออกมานั้นก็คือกระดาษและถ้าผู้คนแห่เอากระดาษไปซื้อสินค้าก็จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นในระบบเศรษฐกิจทันที
การวิเคราะห์การเงินเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ กราฟ รูปที่ 2
|
ราคา (P) |
| < |