การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการทำนาเพื่อการดำรงชีพ ไปเป็นการผลิตเพื่อขาย แต่กลับไม่มีความแน่นอนของราคาและการตลาด นอกจากนั้นฝนฟ้าก็ไม่ได้เป็นใจให้ข้าวกล้างอกงามทุกฤดู ยามใดเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม นั้นหมายถึงว่าชาวนาจะไม่มีรายได้มาลงทุนในฤดูต่อไป การกู้ยืมจากนายทุนท้องถิ่น กลายเป็นน้ำตาเคลือบหยาดเหงื่อ ที่ทำร้ายชาวนาจนสูญเสียที่ดิน
"สิ้นนา-สิ้นชาติ" เป็น VCD สารคดี ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ ของคนทำนา ที่เรียกว่า "ชาวนา" ซึ่งสูญเสียที่ดินทำกินหรือ "นา" ไปเพราะนโยบายของรัฐบาลนั่นเอง..สามารถชมได้ที่นี่ <Link>
ประเทศไทย ส่งออก "ข้าว" เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ จากการส่งออกข้าว..ของประเทศไทย
ประวัติศาสตร์ของ "ข้าวไทยและชาวนาไทย" ย้อนหลังไปถึง 3,000 ปี ในแผ่นดินขวานทอง เป็นแหล่งอารยธรรมข้าวที่สำคัญของโลก.... และต่อๆ มา (ถอดบทสารคดี)
- สมัยสุโขทัย..หลักศิลาจารึก บันทึกไว้ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ดังนั้น "ข้าว" แสดงถึง "ความมั่งคั่ง และมั่นคงของราชอาณาจักร"
- สมัยอยุธยา "เมืองข้าว ที่มั่งคั่ง" วิถีแห่งข้าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากการ "เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน" มาเป็นเรื่อง "ผลประโยชน์" จนกระทั่งมีการจัดระเบียบการปกครองแบบจตุสดมภ์ ที่เรียกว่า "เวียง วัง คลัง นา" มีเสนาบดีกรมนา มาดูแลผลประโยชน์เรื่อง "ข้าว" โดยเฉพาะ
- อยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แต่มีผลต่อคนทำนาน้อยมาก เพราะสินค้าส่งออกสมัยนั้นมาจากป่า เช่น หนังสัตว์ ไม้ป่า เป็นต้น
- ยุครัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ ๓ ไทยเริ่มส่งสำเภา ออกไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ในยุคนี้ปฐมบทในการส่งออกข้าวเริ่มเกิดขึ้น ข้าวถือเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญ
- พ.ศ. 2393 กว่าร้อยละ 95 ของแผ่นดิน คือ ที่นา
- ในสมัยรัชกาลที่ 3 สังฆราชปาลเลอกัวส์ ได้บันทึกไว้ว่า "ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ในโลกนี้ ยังมีประเทศใดบ้าง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปกว่าประเทศสยามหรือหาไม่" "ข้าวกอใหญ่ อันมีรสวิเศษ ไม่เพียงแต่เลี้ยงประชาชนพลเมืองเท่านั้น ยังส่งไปขาย ยังเมืองจีนและประเทศอื่นๆ ด้วย
- พ.ศ. 2398 ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาบาวริง มีการเปิดประเทศสู่การค้าเสรี ทำให้วถีการดำเนินชีวิตของชาวนาไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปในสมัยนั้น....ลุ่มเจ้าพระยาถูกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพื่อหวังว่า ไทยจะสามารถปลูกข้าวให้ได้ตลอดทั้งปี
- หนังสือพิมพ์ Bangkok Calendar ได้มีการบันทึกไว้ว่า พ.ศ. 2414 ได้มีการขุดคลองขนาดใหญ่ ตัดผ่านเข้าไปในพื้นที่มีนาอันอุดมหลายหมื่นไร่ เจ้าขุนมูลนายได้รับอภิสิทธิ์ในการเลือกซื้อที่นาผืนใหญ่ตามใจชอบ ส่วนชาวนารายย่อย ต้องอพยพจากที่ดินทำกินเดิม เข้าไปทำนาในที่ไกลจากลำคลอง "การให้เช่านา" กลายเป็นกิจกรรมที่ทำกำไรให้กับเจ้าของที่ดิน
- รัฐทำการหารายได้ โดยเก็บภาษีที่ดิน แต่ภาษีที่ดินที่เก็บสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ได้ถูกผลักให้เป็นภาระของคนทำนา และนี่คือสาเหตุที่ทำให้คนทำนาตกอยู่ในวังวันของ "การถูกกดขี่"
- ยิ่งกว่านั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการทำนาเพื่อการดำรงชีพ ไปเป็นการผลิตเพื่อขาย แต่กลับไม่มีความแน่นอนของราคาและการตลาด นอกจากนั้นฝนฟ้าก็ไม่ได้เป็นใจให้ข้าวกล้างอกงามทุกฤดู ยามใดเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม นั้นหมายถึงว่าชาวนาจะไม่มีรายได้มาลงทุนในฤดูต่อไป การกู้ยืมจากนายทุนท้องถิ่น กลายเป็นน้ำตาเคลือบหยาดเหงื่อ ที่ทำร้ายชาวนาจนสูญเสียที่ดิน ภาวะ "ตกเขียว" จึงเกิดขึ้นครั้งแรกกับชาวนา
- ปี พ.ศ 2444 เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย รัฐบาลได้ประกาศการออกโฉนดที่ดิน และเรียกเก็บค่าเช่านา แทบไม่น่าเชื่อว่า บนความไม่แน่นอนของอาชีพชาวนา รัฐกลับมีมาตรการที่ทับถมชาวนามากขึ้นทุกที
- กล่าวได้ว่าระหว่างปี พ.ศ. 2438-2453 เป็นช่วงที่ชาวนารายย่อยลำบากอย่างแสนสาหัส โดยที่รัฐไทยในเวลานั้น กลับไม่สนใจแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย
- แล้ว "ทุกข์ของชาวนา" ก็ถูกนำมาอ้างเป็นเหตุจำเป็น ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ.๒๔๗๕...คำแถลงการณ์ของคณะราษฎร์ ได้อ้างถึงความเดือดร้อนของชาวนาขนาดเล็ก ที่ถูกเอาเปรียบโดยชนชั้นปกครองตลอดมา
- คำกล่าวว่า "ทำนาบนหลังคน" ที่ปรากฏในคำประกาศของคณะราษฎร์นี้ สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของชาวนาไทยได้เป็นอย่างดี
- หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ไทยอยู่ในฐานะผู้แพ้ ต้องส่งมอบข้าวสาร 1.5 ล้านตันเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม... รัฐบาลจึงใช้มาตรการกดราคาข้าวในประเทศ เพื่อให้สะดวกในการจัดหาข้าวส่งไปต่างประเทศ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ผู้แบกรับภาระนี้อันหนักที่สุดคือ "ชาวนา"
- ซ้ำรายในปี 2493 มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกข้าวหรือ "พรีเมี่ยมข้าว" ได้ถูกนำมาใช้ กล่าวกันว่า ค่าธรรมเนียมส่งออกฯ นี้ เป็นภาษีส่งออกที่รุนแรงที่สุดสำหรับชาวนา เพราะพ่อค้าข้าว กลับผลักภาระที่ต้องเสียภาษีจากการส่งออก ไปกดราคาข้าวจากชาวนา
- และยุคมืดของชาวนาไทย ก็เริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลกดราคาข้าวในประเทศให้ต่ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งผลถึงค่าจ้างแรงงานในประเทศให้ต่ำลง เพื่อเป็นการดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน และนี่คือความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรม บนความยากจนของชาวนา
- มจ.สิทธิพร กฤดากร ได้นำข้อมูลที่เป็นจริงออกมาคัดค้าน และกล่าวย้ำว่า "เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง" แต่เสียงคัดค้านนี้ก็กลับแผ่วเบา จนไม่มีใครในรัฐบาลได้ยิน หรือแม้แต่ชาวนาเอง ก็ไม่รู้ตัวเลยว่า พวกตนถูกขูดรีดโดยนโยบาลรัฐมากมายเพียงใด และที่ร้ายกว่านั้น คือภาษีต่างๆ นั้น รัฐกลับนำไปพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ชาวนาแทบไม่ได้รับประโยชน์เลย
- กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ มีข้อมูลที่ยืนยันว่า "ยิ่งประเทศพัฒนา ชาวไร่ชาวนายิ่งยากจน และสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินมากขึ้น" ชาวนาที่เคยเป็นเจ้าของนา กลับกลายมาเป็นผู้เช่า พร้อมกันนั้น ความไม่สมดุลย์ระหว่างรายได้และรายจ่าย ก็กว้างขึ้นทุกที "หนี้สิน" คือผลพวงที่ตามมา
- ต่อมาเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ นิสิตนักศึกษาและชาวไร่ชาวนาบางส่วน เรียกร้องการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล และการเคลื่อนไหวเริ่มรุนแรงขึ้น แต่ดูเหมือนว่า "การเรียกร้องนั้น ไร้ค่า" แทบไม่มีการแก้ไขปัญหาใดๆ จากรัฐบาล
- จนกระทั่ง 19 พฤศจิกายน 2517 การลุกขึ้นสู้เป็นกระบวนการที่ชัดเจนของชาวนาไทยจึงเกิดขึ้น เป็นองค์กรอิสระที่ใช้ชื่อว่า "สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย"
- ดูเหมือนว่า คำประกาศของ จำรัส ม่วงยาม ประธานสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาแห่งประเทศไทย คนสุดท้าย ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ หากผู้นำชาวนาชาวไร่คนนี้ ไม่จบชีวิตลงด้วยปืน M16 เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๒ "แผ่นดินนี้ ท้องไร่ท้องนานี้ ประชาชนสร้างกันมา แต่ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ ไม่ตกมาถึงประชาชนเลย ชาวนาชาวไร่ไม่ได้เป็นเจ้าของแผ่นดิน คนทำนาไม่มีนา คนทำไร่ไม่มีไร่" "สำหรับผู้สร้างประวัติศาสตร์เลี้ยงสังคม เลี้ยงคนเมือง เหลือแต่สองมือเปล่าเท่านั้น เมื่อชาวไร่ชาวนาของเรายังยากจนอยู่ทั่วหัวระแหง ประเทศของเราจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้"
- ไม่นับว่า มีผู้นำชาวนาชาวไร่อีก 40 กว่าคน ที่ถูกลอบสังหารไป โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เลย และประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยบันทึกว่า พวกเขาได้ต่อสู้เพื่อให้แผ่นดินนี้ยังมี "ข้าว"
- บนแผ่นดินที่ยังมีข้าวให้กินอย่างอิ่มหนำ อาจไม่มีใครได้ตระหนักว่า "เมล็ดยาวๆ สีขาวนวลนี้" เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อและน้ำตา ของคนที่ทำงานอย่างหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เหล่านี้
- เวลานี้ ทุกข์ของชาวนา ยังคงเป็นทุกข์ของชาวนา หาใช่ทุกข์ของแผ่นดินอย่างที่กล่าวอ้างกัน แม้ว่าชาวนาจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็ตาม "ไม่มีใครรู้ปัญหาของคนทุกข์ เท่ากับคนทุกข์ด้วยกัน ไม่มีใครจะแก้ปัญหาให้กับคนทุกข์ นอกจากคนทุกข์จะจับมือเข้าด้วยกัน ไม่มีใครแก้ปัญหาให้ชาวนา หากพลังของชาวนาไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาให้ต่อสู้ร่วมกัน"
- จะมีสักกี่คนที่สำนึกว่า เลือดเนื้อและชาติเชื้อไทย เติบโตมาได้ด้วยข้าวของชาวนา แม้ยามเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้หลายประเทศเกิดกลียุค เพราะการแย่งชิงอาหาร แต่คนไทยก็ยังอิ่มเอมเพราะมีข้าวกิน
-
บางทีวิบากกรรมที่สังคมไทย ได้กระทำต่อผู้มีคุณอย่างชาวนา อาจส่งผลให้เวลาอันใกล้นี้...
- จะเกิดอะไรขึ้น หากกว่าครึ่งของคนในประเทศนี้ไม่มีที่นาทำกิน ผืนดินถูกทิ้งร้างเพราะคนทำนาอ่อนล้าลงทุกที
- จะเกิดอะไรขึ้น หากสังคมขาดพื้นฐานการผลิต โดยเฉพาะอาหารหลักที่ต้องบริโภคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน "หรือว่าเวลาสิ้นนา-สิ้นชาติ" ได้ใกล้เข้ามาแล้ว
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์

神奇的蜂爷
(shen2 qi2 de1 feng1 ye2)
มาให้กำลังใจชาวนาครับ สู้ ๆ ชาวนากู้ชาติ
ไม่ว่าจะดูกี่อีกรอบก็น่าสะเทือนใจมากๆเลยค่ะ
อยากประเทศไทยมีโครงการที่จะช่วยชาวนาได้อย่างจริงจัง
และที่สำคัญ อยากให้ทุกคนขอบคุณชาวนาที่ทำให้เราได้มีข้าวกิน ค่ะ